หน้าหลัก » ข่าว » นักศึกษา
มข. จะก้าวอย่างไรในยุค AEC
มข. จะก้าวอย่างไรในยุค AEC
บทสัมภาษณ์พิเศษ รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น

(Nitchalee Wuttisit)งานประชาสัมพันธ์ มข. Mon 19 Nov. 2012

1295 viewer
FB FB Email Email Print
รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดี มข.
มข. จะก้าวอย่างไรในยุค AEC
มข. จะก้าวอย่างไรในยุค AEC

          จะก้าวอย่างไรในยุค AEC เป็นโจทย์ที่ผู้บริหารทุกองค์กรต้องเตรียมแผนเพื่อปรับตัวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่ต้องก้าวต่อไปเพื่อยกระดับคุณภาพ และมาตรฐาน  พร้อมเปิดโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลชุมชนชนเมือง
         รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น เผยว่า  ช่วงนี้มีการพูดถึงและตื่นตัวเรื่องเกี่ยวกับอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2558 กันค่อนข้างมาก ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ผมขอทำความเข้าใจเกี่ยวกับ "ประชาคมอาเซียน (ASEAN Communit : AC) สักเล็กน้อย เนื่องจากปัจจุบันมีคนพูดถึง AEC หรือ ASEAN Economic Community หรือ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จนลืมเรื่องอื่นๆ ของอาเซียนไป
         อาเซียน (ASEAN) ประกอบด้วย 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ อินโดเนเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน เวียตนาม สปป.ลาว เมียนมาร์ และกัมพูชา ได้ร่วมลงนามในปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมืออาเซียน ที่เรียกว่า "ข้อตกลงบาหลี 2 " เห็นชอบให้จัดตั้ง ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) โดยการรวมตัวเป็นชุมชนหรือประชาคมเดียวกันให้สำเร็จภายในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020)
         ต่อมาในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 12 ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อเดือนมกราคม 2550 ที่ประชุมผู้นำอาเซียนได้ตกลงร่นระยะเวลา การจัดตั้งประชาคมอาเซียนจากกำหนดเดิมในปี 2563 เป็นให้แล้วเสร็จภายในปี 2558 โดยประชาคมอาเซียนที่จะจัดตั้งขึ้น ประกอบด้วยสามเสาหลัก คือ
         - ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Security Community: ASC)
         - ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC)
         - ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community: ASCC)ดังนั้น ที่พวกเราพูดถึง AEC 2015 จึงเป็นเหตุการณ์เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง จึงอยากให้พวกเราทำความเข้าใจให้ถูกต้องร่วมกันว่าในปี พ.ศ. 2558 นั้นจะมีเรื่องทั้ง 3 เสาหลักเกิดขึ้นพร้อมกัน แต่ที่พูดถึงเรื่อง AEC กันมากก็อาจเป็นเพราะเรื่องเศรษฐกิจจะมีผลกระทบในวงกว้างกับทุกประเทศนั่นเอง


มข. จะก้าวอย่างไรในยุคของ "ประชาคมอาเซียน : AC"
        มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในฐานะที่เป็นสถาบันอุดมศึกษาหลักของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งในประเทศสมาชิกอาเซียนที่อยู่ตอนบนถึง 4 ประเทศ คือ สปป.ลาว เวียดนาม กัมพูชา และเมียนมาร์ ซึ่งเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาทั้งหมด เมื่อพิจารณาในรายละเอียดของทั้ง 3 เสาหลักแล้วจะเห็นได้ว่า บทบาทของสถาบันอุดมศึกษาจะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสนับสนุนการขับเคลื่อน "ประชาคมอาเซียน" ให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จ เริ่มตั้งแต่การพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐานให้กับเยาวชน การสร้างโอกาสของการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับประชาชน การวิจัยและพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพของชีวิตของประชาชน การสร้างความเท่าเทียมและโอกาสให้กับประเทศที่กำลังพัฒนาสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ ทรัพยากร และการพัฒนาต่างๆ การใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือให้การทำให้ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีระบบแก้ไขความขัดแย้งระหว่างกันได้ด้วยดี มีเสถียรภาพอย่างรอบด้าน มีกรอบความร่วมมือเพื่อรับมือกับภัยคุกคามความมั่นคงทั้งรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ๆ สร้างสังคมที่เอื้ออาทรและแบ่งปัน ประชากรอาเซียนมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีและมีการพัฒนาในทุกด้านเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ส่งเสริมการให้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยและมั่นคง
       ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) มุ่งให้เกิดการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจ และการอำนวยความสะดวกในการติดต่อค้าขายระหว่างกัน อันจะทำให้ภูมิภาคมีความเจริญมั่งคั่ง และสามารถแข่งขันกับภูมิภาคอื่นๆ ได้ เพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชนในประเทศอาเซียน
       เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการก้าวเข้าสู่ "ประชาคมอาเซียน" มหาวิทยาลัยขอนแก่น จะต้องเตรียมความของตัวเอง นักศึกษา บุคลากร และประชาชนในพื้นที่ ในหลายมิติ ทั้งด้านภาษา วิชาการ งานวิจัย ที่จะช่วยให้มหาวิทยาลัยและประชาชนมีศักยภาพที่จะอยู่ใน "ประชาคมอาเซียน" อย่างมีความสุข ขณะเดียวกัน จะต้องร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะด้านงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทั้ง ๓ เสาหลัก เพื่อการสร้างความอยู่ดีมีสุขให้กับพื้นที่

AEC จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง
      "ประชาคมอาเซียน" จะก่อให้เกิดการขยายตัวด้านการค้าและการลงทุน อันเนื่องมาจากการลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดการค้า ทั้งด้านาตรการภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษี รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน มีการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตได้อย่างเสรีเสมือนอยู่ในประเทศเดียวกัน สามารถดำเนินกระบวนการผลิตในประเทศใดก็ได้ โดยใช้ทรัพยากรทั้งวัตถุดิบและแรงงานจากหลายประเทศเพื่อนามาใช้ในการผลิต ตลอดจนมีการสร้างมาตรฐานของสินค้าและกฎระเบียบต่างๆ ร่วมกัน ภายใต้แนวคิดที่ว่า “อาเซียนจะรวมตัวกันเป็นตลาดหรือฐานการผลิตเดียวกัน” (Single market and production base) 
       การก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ในปี 2558 ซึ่งสมาชิกทั้ง 10 ประเทศจะกลายเป็นตลาดการค้าขนาดใหญ่ที่มีประชากรรวมกันถึงประมาณเกือบ 600 ล้านคน จะช่วยให้ภาคการค้า การลงทุน รวมถึงการเคลื่อนย้ายประชากรทั้งในภาคแรงงาน รวมทั้งภาคการท่องเที่ยวของประเทศสมาชิกขยายตัวเพิ่มขึ้น จากการที่ทั้ง 10 ประเทศอาเชียนรวมตัวกันบนพื้นฐานของความแตกต่างของเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา วัฒนธรรม และพฤติกรรม การจะใช้ประโยชน์จากการรวมกลุ่มการค้าได้อย่างเต็มที่ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำให้ประชากรของแต่ละประเทศ มีการเพิ่มทักษะความรู้ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การตลาด ภาษา วัฒนธรรม ตลอดจนถึงการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้พฤติกรรมซึ่งกันและกัน

มีอะไรที่จะเกิดขึ้นในปี 2015
ในปี พ.ศ. 2558 เมื่ออาเซียนรวมตัวเป็นประชาคมเดียวกันแล้วจะมีเหตุการณ์หลายเรื่องเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน โดยพิจารณาจากมิติต่างๆ ดังนี้
         มิติทางด้านประชากร
         • การเดินทางของประชากรของแต่ละประเทศจะสะดวกสบายมากขึ้น ลดขั้นตอนการเข้า-ออกของแต่ละประเทศจะลดลง 
         • มีเคลื่อนย้ายแรงงานทั้งที่มีฝีมือและไม่มีฝีมือมากขึ้น แรงงานมีฝีมือของไทยจะมีการเคลื่อนย้ายไปประเทศที่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่า เวียดนาม พม่า ลาว เขมร แรงงานราคาถูกจะได้เปรียบ และฟิลิปปินส์ ที่มีฝีมือ และมีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษก็จะได้เปรียบประชากรจากประเทศอื่นๆ
         มิติทางด้านเศรษฐกิจ
         • เมื่อเกิดการรวมตัวทางเศรษฐกิจแล้ว อาเซียนจะกลายเป็นศูนย์กลางของเขตเศรษฐกิจใหม่ของโลก มีตลาดและฐานการผลิตสำหรับประชากร 600 ล้าน ทำให้ประเทศไทยมีตลาดโตขึ้นถึง 10 เท่า เมื่อผลิตสินค้าแล้วสามารถค้าขายได้ทั้ง 10 ประเทศ
         • เขตพรมแดนจะมีความสำคัญลดลง ประชากรทุกคนสามารถที่จะเดินทางข้ามไปมาเพื่อทำการค้าการลงทุน คนจะข้ามไปทำงานก็ไม่ต้องตรวจวีซ่า ไม่ต้องมีใบผ่านแดน
         • ประเทศต่างๆ นอกอาเซียน จะเข้ามาลงทุนในอาเซียนมากขึ้น เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ การสื่อสาร การขนส่ง โลจิสติกส์ การศึกษา ธนาคาร เป็นต้น ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอาเซียนดีขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่ไทยจะได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากหลังจากการเปิดเสรีภาคบริการ คือ ธุรกิจค้าปลีกอาหาร หีบห่อ และอุตสาหกรรม ที่เกี่ยวกับงานบริการอื่นๆ ซึ่งนักลงทุนต่างชาติที่เป็นสมาชิกอาเซียนด้วยกันสามารถเข้ามาถือหุ้นในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น 
        • ทุกประเทศในอาเซียนเห็นชอบร่วมกันให้แรงงานที่มีทักษะจะสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรีใน 8 สาขาวิชาชีพ ประกอบด้วย วิศวกร สถาปนิก สำรวจ บัญชี แพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ และการบริการ/การท่องเที่ยว 
        • การจ้างงานเป็นมิติที่น่าสนใจมากในประชาคมอาเซียน โดยรวมแล้ว ประเทศในแถบนี้มีอัตราการว่างงานต่ำ (ยกเว้น อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า มีความต้องการแรงงานอยู่สูง แต่วัยรุ่นในอาเซียนไม่สามารถสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงานได้ ประชากรที่มีการศึกษาสูงในประเทศที่ยากจน (ลาว กัมพูชา เวียดนาม) จะเดินทางไปทำงานนอกประเทศบ้านเกิดตนเอง แต่สถานการณ์นี้เริ่มดีขึ้นเนื่องจากเศรษฐกิจภายในประเทศเหล่านี้ดีขึ้นมาก และทำให้ประชากรของประเทศเหล่านี้เลือกที่จะอยู่ทำงานในประเทศบ้านเกิดมากขึ้น
        มิติด้านสถิติประชากร 
        ประเทศส่วนใหญ่ในแถบอาเซียนกำลังเผชิญกับอัตราขยายตัวของประชากรที่ต่ำลง ส่วนใหญ่มีอัตราขยายตัวของประชากรต่ำกว่า 2% ขณะเดียวกัน ประชาคมอาเซียนกำลังเริ่มเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งจะกระทบต่อการพัฒนาสังคมและมนุษย์ต่อไปในอนาคต ดังนั้น การพัฒนาสมรรถภาพของประชากรผู้สูงวัยจึงมีความสำคัญที่ควบคู่ไปกับการพัฒนากระบวนการดูแลสุขภาพ สุขอนามัย อาหาร และความเป็นอยู่จะมีควาสัญอย่างยิ่ง
        มิติด้านสังคมอื่น ๆ (สิ่งแวดล้อมและสถาบันทางการเมือง)
        • มีงานวิจัยใช้ตัวบ่งชี้สองประการเพื่อเปรียบเทียบมิติด้านสิ่งแวดล้อมของประชาคมอาเซียน คือ การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และสัดส่วนพื้นที่ป่าในประเทศ ซึ่งประเทศที่ร่ำรวยกว่าในอาเซียนมีสถิติทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ไม่สู้ดีนัก สิงคโปร์และบรูไนมีอัตราการปล่อยก๊าซ CO2 สูงกว่าประเทศอื่น ๆ และมีพื้นที่สัดส่วนของป่าในประเทศน้อยมาก
ความแตกต่างของมิติที่หลากหลาย ควรได้รับความสนใจจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อการพัฒนาของเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของภูมิภาค ควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมที่เท่าเทียมและเปิดโอกาสให้กับทุกคนได้เข้าถึงประโยชน์จากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

ผลกระทบจาก AEC ต่อระบบการศึกษาไทยและมข.
        ที่สำคัญก็คือ การพัฒนาทักษะทาง ด้านภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ที่เป็นภาษาสากลที่ใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศสมาชิก รวมภาษาอื่นๆของประเทศในอาเซียน ในขณะเดียวกัน ภาคการศึกษาของไทย ก็ต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับบุคลากร และแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่สนใจหลั่งไหลเข้ามาในไทย เพื่อศึกษาทางด้านภาษา วัฒนธรรม รวมทั้งการศึกษาหลักสูตรต่างๆ ในประเทศไทย โดยเฉพาะในระดับมหาวิทยาลัย เพื่อที่จะเพิ่มเติมความรู้ความเชี่ยวชาญในการติดต่อค้าขายหรือทำงานกับคนไทย หรือกลับไปทำงานในประเทศของตนเอง
เมื่อพิจารณาจากมาตรฐานคุณภาพการศึกษาของประเทศต่างๆ ในอาเซียนแล้ว ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในแนวหน้าของอาเซียน และหากพิจารณาในกลุ่มประเทศอาเซียนตอนบนคือ เมียนมาร์ เวียดนาม สปป.ลาว กัมพูชา และไทย แล้ว ประเทศไทยเราก็มีมาตรฐานการศึกษาดีที่สุด ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีโอกาสที่จะเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษาและเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญของอาเซียน 
ดังนั้น ภาคการศึกษาของไทยจึงเป็นส่วนสำคัญต่อการพัฒนาและเตรียมความพร้อมในมิติต่างๆ ดังนี้
        1. การพัฒนาทางด้านองค์ความรู้เกี่ยวกับอาเซียน ให้นักเรียน/นักศึกษาของไทย มีความรู้เกี่ยวกับประชาคมอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นภาษา วัฒนธรรม การเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ ตลอดจนพฤติกรรมผู้บริโภค รวมทั้งรสนิยมความต้องการบริโภคสินค้า ลักษณะหรือสภาพตลาด การขนส่ง การกระจายสินค้า ตลอดจนถึงช่องทางการจัด จำหน่ายของประเทศเพื่อนบ้าน 
        2. การพัฒนาการศึกษาสายวิชาชีพ เนื่องจากประเทศไทยและกลุ่มประเทศในอาเซียน มีการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น จึงต้องใช้บุคลากรที่มีความรู้และทักษะมากขึ้น ในขณะที่นักเรียนต่างมุ่งไปสู่มหาวิทยาลัย ทำให้เกิดความขาดแคลนผู้สำเร็จศึกษาสายอาชีวะ โดยเฉพาะประเทศไทย ส่งผลทำให้แรงงงานฝีมือในสายอาชีพ ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ดังนั้น ภาคการศึกษาไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาอาชีวะมากขึ้น พัฒนาปรับปรุงหลักสูตรในระดับต่างๆ เพื่อผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพ รวมทั้งการมีทักษะความรู้ที่ตรงความต้องการของตลาดแรงงานทั้งในประเทศ และการออกไปสู่ตลาดแรงงานในประเทศสมาชิก รวมถึง หลักสูตรการอบรมด้านวิชาชีพระยะสั้น ซึ่งประเทศไทยได้เปรียบคู่แข่งทางการศึกษาอย่างสิงคโปร์ หรือมาเลเซีย ทั้งนี้เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่ ค่าครองชีพและค่าเล่าเรียน จึงทำให้มีโอกาสที่นักศึกษาจากประเทศต่างๆ ในอาเซียน รวมถึงประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะจากประเทศจีนจะเดินทางเข้ามาศึกษาในไทยมากขึ้น 
       3. การพัฒนาทางด้านภาษา ซึ่งภาษาอังกฤษถูกกำหนดให้เป็นภาษาสากลที่ใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างประชากรในภูมิภาค ฉะนั้นประเทศที่มีประชากรที่ มีความเชี่ยวชาญการใช้ภาษาอังกฤษ ย่อมจะช่วยเพิ่มศักยภาพในด้านการแข่งขันของประเทศ อย่างไรก็ตาม จากรายงานดัชนีความสามารถด้านภาษาอังกฤษ (EF English Proficiency Index) ปี 2012 ของสถาบันสอนภาษา Education First (EF) ซึ่งดัชนีดังกล่าวรวบรวมข้อมูลจากประชากรในวัยทำงานกว่า 2 ล้านคนใน 54 ประเทศที่ภาษาอังกฤษไม่ได้เป็นภาษาทางการทั่วโลก พบว่า ความสามารถด้านภาษาอังกฤษของไทยอยู่ในอันดับที่ 53 ดังนั้น ภาคการศึกษาไทยจึงควรต้องเร่งปรับปรุงหลักสูตร การเรียน การสอนให้ประชากรของไทย มีทักษะทางด้านภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้น และอาจจำเป็นต้องพิจารณาเพิ่มเติมหลักสูตรทางด้านภาษาของประเทศเพื่อนบ้าน ให้กับการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษาไทยด้วย 
       4. การพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี ในโลกของการแข่งขันยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นกับผู้คนทั่วโลกในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ เครื่องคอมพิวเตอร์ แทปเล็ต อินเตอร์เน็ต ฯลฯ เทคโนโลยีทั้งหลายเหล่านี้ได้เข้าช่วยอำนวยความสะดวกรวดเร็ว ช่วยร่นระยะเวลาการทำงาน การทำกิจกรรมต่าง ๆ ต้องอาศัยเทคโนโลยีเข้าช่วย ดังนั้น การเข้าถึงเทคโนโลยีจึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับยุคนี้ และอนาคตข้างหน้า ในขณะเดียวกัน เครื่องมือ เครื่องจักร ในภาคการผลิตในปัจจุบัน ก็มีการใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย เพื่อเพิ่มความรวดเร็ว แม่นยำในกระบวนการผลิต รวมทั้งช่วยลดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ดังนั้นภาคการศึกษาของไทย จึงต้องมีการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้กับนักเรียน/นักศึกษาของไทย ให้เรียนรู้เท่าทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
       5. การปรับปรุงมาตรฐานการศึกษาของสถาบัน เพื่อรองรับการเข้ามาของสถาบันการศึกษาจากประเทศชั้นนำอื่นๆ ที่จะมาลงทุนเปิดสาขาในประเทศไทย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาหลายแห่งที่ให้ความสนใจที่จะสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในอาเซียนเพื่อเปิดช่องทางที่จะรับนักศึกษาในหลากหลายรูปแบบ และประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายได้รับความสนใจ ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยของไทย (ทปอ.) ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีมติให้มีการเปลี่ยนแปลงเวลาของการเปิดเทอมจากเดิมเคยเปิดเทอมแรกในเดือนมิถุนายน ไปเป็นเดือนสิงหาคมหรือกันยายน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละมหาวิทยาลัยจะไปพิจารณา ขณะเดียวกันสถาบันอุดมศึกษาของไทยก็ต้องเร่งปรับปรุงมาตรฐานการศึกษาให้เทียบเท่าสากล ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้บัณฑิตของเรามีศักยภาพสามารถแข่งขันในการทำงานได้อย่างเท่าเทียมหรือดีกว่าบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยในประเทศอาเซียน

โอกาสที่จะได้จาก AEC
       หลายประเด็นได้กล่าวถึงไปบ้างแล้วในหัวข้อต่าๆ สิ่งที่สำคัญที่จะกล่าวถึงคือ โอกาสในการพัฒนาภายใต้เงื่อนไขของ "ประชาคมอาเซียน" เนื่องจากประเทศต่างๆ กำลังตื่นตัวและมีการกำหนดนโยบายและงบประมาณเป็นกรณีพิเศษเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเพื่อรองรับการเกิด "ประชาคมอาเซียน" ในปี 2558 ซึ่งจะทำให้มาตรฐานของการศึกษาไทยได้รับการยกระดับคุณภาพ และมาตรฐานสูงขึ้น เปิดโอกาสทางการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของเยาวชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลจากชุมชนเมือง

ประชาคม มข. ควรปรับตัวอย่างไร
       สำหรับ มข. ของเรา ควรมีการดำเนินการเพื่อรองรับการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ได้แก่
       • การให้ความรู้เกี่ยวกับอาเซียนแก่ บุคลากร นักเรียน/นักศึกษาทั้งความรู้เกี่ยวกับประชาคมอาเซียน ภาษา ศิลปวัฒนธรรม การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ 
       • การพัฒนาบัณฑิตของแต่ละวิชาชีพให้มีความรู้และทักษะเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรใหม่และผลิตบัณฑิตให้สอดคล้องกับสาขาวิชาชีพที่เป็นที่ต้องการของอาเซียน เช่น ด้านโลจิสติกส์ ด้านการบริการสุขภาพ ด้านกฏหมายระหว่างประเทศ รวมถึงหลักสูตรระยะสั้นในการพัฒนาบุคลากร  การสร้างความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่นที่ต่างวัฒนธรรมได้และเรียนรู้ประเทศเพื่อนบ้านทั้งในด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างกัน 
       • การพัฒนาทักษะทางด้านภาษา เพื่อรองรับการรวมตัวของประชาคมอาเซียนที่กำหนดให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลที่ใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างประชากรในภูมิภาค ดังนั้น การพัฒนาบุคลากรและนักศึกษาให้มีความเชี่ยวชาญการใช้ภาษาอังกฤษ ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพให้แก่ประชาคมของมหาวิทยาลัยได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกัน ทุกคณะวิชาก็ต้องเร่งปรับปรุงหลักสูตร การเรียน การสอนให้ประชาคมของ มข. มีทักษะทางด้านภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกัน เนื่องจากประเทศสมาชิกในอาเซียนต่างก็มีภาษาที่ใช้เป็นของตนเอง ดังนั้น การสอดแทรกการสอนภาษาของประเทศเพื่อนบ้านให้กับบุคลากรและนักศึกษาก็จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างต่อบุคลากรและนักศึกษา
       • การพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เนื่องจากปัจจุบัน เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทมากในการทำงาน ดังนั้น การเข้าถึงเทคโนโลยีจึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับยุคนี้ และอนาคต มข. จึงต้องมีการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้กับนักเรียน/นักศึกษาของไทย ให้เรียนรู้เท่าทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
       • ทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน มหาวิทยาลัยจะต้องดำเนินการปรับปรุงเรื่องป้ายอาคาร สถานที่ สื่อและป้ายประชาสัมพันธ์ ตลอดจนแบบฟอร์มต่างๆ ให้มีลักษณะเป็นสองภาษา เพื่อให้ชาวต่างชาติที่เดินทางมาเยี่ยมชม หรือมาศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยมีความเข้าใจได้โดยง่าย
       • เนื่องจากจังหวัดขอนแก่นจะเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาในหลายด้านเกี่ยวกับอาเซียน เช่น ศูนย์กลางการศึกษา ศูนย์กลางของการรักษาพยาบาล ศูนย์กลางของการพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม ศูนย์กลางของการเดินทางทั้งทางถนนและทางอากาศ ศูนย์กลางของการขนส่งและการกระจายสินค้า ศูนย์กลางของการประชุมสัมมนา ศูนย์กลางของราชการ รวมถึงการเป็นที่ตั้งของสถานกงศุลใหญ่ของประเทศต่างๆ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ทั้งผู้บริหารและบุคลากรในแต่ละคณะต้องเตรียมการรองรับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นเพื่อรองรับโอกาสของแต่ละคณะวิชา
 
ภาพ : พิมพ์ชนก ศรีสุริยะมาตย์ / ฤทธิชัย นามนนท์
เผยแพร่ : นิษฐ์ชลีย์ วุทธิสิทธิ์