ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญ ทั้งด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งมหาวิทยาลัยขอนแก่นมีองค์ความรู้ งานวิจัย และบุคลากรที่มีศักยภาพจำนวนมาก ที่สามารถเพิ่มขีดการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย ควบคู่ไปกับการเติบโตอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงร่วมกับ บริษัท EN ESG Plus Co., Ltd. เครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม พลังงาน สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน จัดงานเปิดตัวบริษัทอย่างเป็นทางการภายใต้แนวคิด “Building a Sustainable Future Together” เพื่อนำเสนอวิสัยทัศน์และทิศทางการดำเนินธุรกิจในการสร้างความร่วมมือระหว่างภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา
โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.รัชพล สันติวรากร คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมและประธานที่ปรึกษา EN ESG Plus ให้เกียรติกล่าวปาฐกถาพิเศษ และ นายต่อชัย สุภัทรวณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีเอ็น อีเอสจี พลัส จำกัด ร่วมนำเสนอวิสัยทัศน์องค์กร โดยมีคณะผู้บริหารจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม คณาจารย์ นักวิจัย ศิษย์เก่า และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 4 อาคาร 50 ปี วิศวะรวมใจ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
รศ.ดร.รัชพล สันติวรากร คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า “ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญ ทั้งด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งมหาวิทยาลัยขอนแก่นมีองค์ความรู้ งานวิจัย และบุคลากรที่มีศักยภาพจำนวนมาก แต่สิ่งสำคัญคือการมีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยไปสู่ภาคการผลิต ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรม คณะวิศวกรรมศาสตร์จึงได้สนับสนุนการจัดตั้ง EN ESG Plus ขึ้น”
“EN ESG Plus เกิดขึ้นเพื่อเป็นกลไกและแพลตฟอร์มแห่งความร่วมมือที่จะช่วยเชื่อมโยงมหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และภาคอุตสาหกรรม ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นรูปธรรม หวังเป็นอย่างยิ่งว่า EN ESG Plus ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ENKKU Holding Company จะเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน รวมทั้งเติบโตเป็นศูนย์กลางความร่วมมือที่สร้างคุณค่าและบุคลากรคุณภาพให้แก่สังคมในระยะยาวต่อไป”
ด้าน นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และประธานที่ปรึกษา EN ESG Plus ได้ให้เกียรติขึ้นปาฐกถาพิเศษ โดยเน้นย้ำว่า “ปัจจุบันทิศทางของโลกและประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเต็มรูปแบบ ภาคอุตสาหกรรมไทยมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องปรับตัวตามกรอบแนวคิด ESG (Environmental, Social, and Governance) ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงแค่ทางเลือกเพื่อภาพลักษณ์อีกต่อไป แต่เป็นทางรอดและเป็นเงื่อนไขสำคัญในเวทีการค้าโลก”
“การปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ต้องอาศัยองค์ความรู้ขั้นสูง เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางวิศวกรรมที่จับต้องได้ ซึ่งการจัดตั้ง EN ESG Plus ภายใต้ความร่วมมือกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในครั้งนี้จะช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย ควบคู่ไปกับการเติบโตอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม” นายกอบชัย กล่าว
ขณะที่ นายต่อชัย สุภัทรวณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท อีเอ็น อีเอสจี พลัส จำกัด ได้กล่าวเปิดตัวบริษัทพร้อมนำเสนอทิศทางและเป้าหมายการดำเนินธุรกิจโดยระบุว่า “EN ESG Plus จัดตั้งขึ้นในรูปแบบวิสาหกิจที่เชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัย มีจุดแข็งสำคัญคือการเป็นศูนย์รวมของผู้เชี่ยวชาญ คณาจารย์ และนักวิจัยระดับแนวหน้า เพื่อส่งมอบแนวคิดและนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหาที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ พลังงาน สิ่งแวดล้อม และการดำเนินธุรกิจตามกรอบ ESG”
“เราไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงบริษัทที่ปรึกษาทั่วไป แต่เราคือแพลตฟอร์มที่จะขับเคลื่อนนวัตกรรมจากห้องวิจัยของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มข. ไปสู่การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถพลิกโฉมธุรกิจไปสู่เป้าหมาย Net Zero ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และร่วมเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืนตามแนวคิด Building a Sustainable Future Together” นายต่อชัย กล่าวปิดท้าย
งานเปิดตัวบริษัท อีเอ็น อีเอสจี พลัส จำกัด (EN ESG Plus) ภายใต้ ENKKU Holding Company ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการสร้างกลไกขับเคลื่อนนวัตกรรมสีเขียวที่จับต้องได้ โดยเป้าหมายสูงสุดของความร่วมมือในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่มุ่งหวังที่จะนำองค์ความรู้และงานวิจัยขั้นสูงจากห้องปฏิบัติการไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และสังคมเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความพร้อมให้กับคณาจารย์และนักศึกษาผ่านการแก้โจทย์จริงจากภาคธุรกิจ เพื่อบ่มเพาะบุคลากรคุณภาพสู่อนาคต และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนต่อไป












