ครั้งแรกในอาเซียน มข.ร่วมญี่ปุ่น เปิดศูนย์พัฒนาการศึกษาแบบไร้รอยต่อ

คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับ มหาวิทยาลัย ทสึคุบะ ประเทศญี่ปุ่น จัดพิธีเปิดสำนักงานศูนย์วิจัยด้านความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาการศึกษา มหาวิทยาลัยทสึคุบะ ประจำประเทศไทย ณ อาคารสถาบันวิจัยและพัฒนาวิชาชีพครูสำหรับอาเซียน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
อ่าน 1,311 ครั้ง
29 ส.ค. 2560    Raviporn Saisaenthong

          เมื่อวันที่ 27 สิงหาคมพ. ศ. 2560 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับมหาวิทยาลัยทสึคุบะ ประเทศญี่ปุ่น จัดพิธีเปิดสำนักงานศูนย์วิจัยด้านความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาการศึกษา มหาวิทยาลัยทสึคุบะ ประจำประเทศไทย โดยมี รศ.ดร.กิตติชัย  ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น  ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน และคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่น  Prof. Kyosuke Nagata อธิการบดีมหาวิทยาลัยทสึคุบะ พร้อมคณะ ร่วมพิธีเปิด ณ อาคารสถาบันวิจัยและพัฒนาวิชาชีพครูสำหรับอาเซียน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
          สำนักงานศูนย์วิจัยด้านความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาการศึกษา CRICED (  Center for Research on International Cooperation in Education Development )มหาวิทยาลัยทสึคุบะสำนักงานประจำประเทศไทยจัดตั้งขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในด้านข้อมูลทางวิชาการและการประสานงานให้แก่  นักเรียน  นักศึกษา  คณาจารย์ที่จะไปศึกษาและวิจัยด้านการศึกษาชั้นเรียน ณ มหาวิทยาลัยทสึคุบะ ประเทศญี่ปุ่น
          รศ.ดร.กิตติชัย  ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น  กล่าวว่าวันนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจของทุกคน  ที่ร่วมกันทำงานมาตลอดระยะเวลา 15 ปี  ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น  และ  มหาวิทยาลัยทสึคุบะ ได้ร่วมกันวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา  ที่สามารถตอบโจทย์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สำหรับศตวรรษที่ 21 ได้  ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์สำหรับประเทศไทยเท่านั้นแต่ยังเป็นประโยชน์กับภูมิภาคด้วย  การเปิดสำนักงานศูนย์วิจัยด้านความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาการศึกษาของมหาวิทยาลัยทสึคุบะ ที่ประเทศไทย  ภายในอาคารสถาบันวิจัยและพัฒนาวิชาชีพครูสำหรับอาเซียนนอกจากจะแสดงถึงความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างศูนย์วิจัยคณิตศาสตรศึกษา  คณะศึกษาศาสตร์  สถาบันวิจัยและพัฒนาวิชาชีพครูสำหรับอาเซียน  มหาวิทยาลัยขอนแก่น  และศูนย์วิจัยด้านความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาการศึกษาของมหาวิทยาลัยทสึคุบะแล้ว  ยังแสดงถึงการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ในการร่วมการพัฒนาการศึกษาของประเทศในภูมิภาคอาเซียนต่อไปด้วย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น  กล่าว
          รศ.ดร.ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น  เผยว่า  การตั้งสำนักงานศูนย์วิจัยด้านความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาการศึกษา มหาวิทยาลัยทสึคุบะ ประจำประเทศไทยถือเป็นศูนย์หลักของมหาวิทยาลัยทสึคุบะ ซึ่งทำหน้าที่แทนรัฐบาลญี่ปุ่นที่เปิดในต่างประเทศ ขณะเดียวกันการตั้งสำนักงานของมหาวิทยาลัยทสึคุบะ นับว่าสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาประเทศอย่าง ไทยแลนด์ 4.0 เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากการทำงานตรงนี้เป็น การวิจัย นวัตกรรมทางการศึกษาเป็นที่แรก ของประเทศไทย และ อาเซียน  รวมไปถึงกลุ่มประเทศ  APEC ซึ่งการทำงานไม่ได้เป็นเพียงการฝึกอบรมครูระยะสั้น แต่เป็นรูปแบบการพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา  โดยมุ่งเน้นการเรียนเพื่อให้เด็กสามารถคิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญยิ่งในศตวรรษที่ 21
          “ตลอดระยะเวลา 15 ปี ในการทำงานร่วมกัน เรามีนวัตกรรมในการสอนคณิตศาสตร์แบบใหม่  มีการวิจัยพัฒนา Textbook ร่วมกัน มีการแปลหนังสือเรียนของญี่ปุ่น มาเป็นหนังสือเรียนที่ใช้ในโรงเรียนที่เข้าร่วม 150 โรงเรียนจาก 30,000 กว่าโรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่กระจายตัวอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและขณะนี้เตรียมทำโครงการต่อ ไปยังระดับมัธยมศึกษา จากความสัมพันธ์อันยาวนาน และ ความสำเร็จจากนวัตกรรมทางการศึกษาแสดงถึงความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่าง มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยทสึคุบะแล้ว  ยังแสดงถึงทิศทางการพัฒนาการศึกษาของประเทศในภูมิภาคอาเซียน ที่จะยกระดับทัดเทียมนานาอารยประเทศต่อไปในอนาคตรศ.ดร.ไมตรีกล่าว
           ทั้งนี้คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่นโดยศูนย์วิจัยคณิตศาสตรศึกษาและศูนย์ CRICED (  Center for Research on International Cooperation in Education Development ) มหาวิทยาลัยทสึคุบะ  ประเทศญี่ปุ่นได้ร่วมมือในการนำนวัตกรรมการศึกษาชั้นเรียนหรือที่เรียกว่า Lesson Study และวิธีการแบบเปิด (Open Approach ) ซึ่งเป็นวิธีการพัฒนาวิชาชีพครูของประเทศญี่ปุ่นนำมาปรับใช้ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2546โดยมีเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบใหม่ที่ครูคนใดคนหนึ่งในทีมนำแผนไปใช้สอนและเพื่อนครูคนอื่นเข้าสังเกตชั้นเรียนนั้นเพื่อนำมาสะท้อนผลร่วมกันรวมไปถึงการแปลและเรียบเรียงหนังสือเรียนคณิตศาสตร์แบบใหม่ที่เน้นการแก้ปัญหาเพื่อสนับสนุนการพัฒนาปัญหาปลายเปิดและพัฒนานักวิจัยระดับบัณฑิตศึกษาซึ่งตลอดระยะเวลาดำเนินการ ผลปรากฏว่า นวัตกรรมดังกล่าวสามารถใช้ในการยกระดับคุณภาพชั้นเรียนของประเทศไทยได้จริง


ข่าวอื่นๆในหมวดหมู่

อ่านข่าวทั้งหมด »

ข่าวล่าสุด

อ่านข่าวล่าสุด »

ข่าวหนังสือพิมพ์

อ่านข่าวทั้งหมด »

ปฏิทินกิจกรรม

ดูกิจกรรมทั้งหมด »