เผยแบบเมรุลอยหลวงพ่อคูณ นกหัสดีลิงค์เทินบุษบกสูง22ม. ใหญ่และงามที่สุด

เผยแบบจำลองเมรุลอยหลวงพ่อคูณ รูปนกหัสดีลิงค์เทินบุษบกสีขาวทั้งหลัง สูง 22.6 เมตร กว้าง 16 เมตร ขนาดใหญ่และงดงามที่สุด แสดงอัตลักษณ์ความโดดเด่นชาวอีสาน
อ่าน 824 ครั้ง
17 พ.ย. 2560    Worawit Siripanuwat

         เผยแบบจำลองเมรุลอยหลวงพ่อคูณ รูปนกหัสดีลิงค์เทินบุษบกสีขาวทั้งหลัง สูง 22.6 เมตร ฐานกว้าง 16 เมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่และงดงามที่สุด โดยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดย คณะศิลปกรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะแพทยศาสตร์ กับสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่น สำนักศิลปากรที่ 8 ขอนแก่น วัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น วัฒนธรรมจังหวัดอุดรธานี วัฒนธรรมจังหวัดหนองคาย วิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ วิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา วิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด และคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ออกแบบเมรุลอยและโครงสร้างที่ประกอบเมรุลอย พระเทพวิทยาคม หรือ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ โดยออกแบบเป็นรูปนกหัสดีลิงค์เทินบุษบกสีขาวทั้งหลัง ซึ่งเป็นประเพณีดั้งเดิมของชาวอีสานที่นิยมสร้างนกหัสดีลิงค์ประกอบเมรุลอยพระเถระชั้นผู้ใหญ่
 
         ตามพินัยกรรมที่ท่าน พระเทพวิทยาคม หรือ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ได้มอบสรีรสังขารของท่านเป็นครูใหญ่สาธิตสอนแก่นักศึกษาแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยสรีรสังขารของท่านถูกเก็บไว้ที่ห้องเก็บสรีระสังขารหลวงพ่อคูณ ชั้น 7 คณะแพทยศาสตร์ และจะสิ้นสุดกระบวนการจัดการเรียนการสอนในช่วงกลางปี 2561 หรือประมาณช่วงเดือนมิถุนายน 2561 จากนั้น คณะกรรมการที่รับผิดชอบร่างครูใหญ่ จะยุติการนำร่างครูใหญ่ในระบบการจัดการเรียนการสอน เข้าสู่ขั้นตอนของการเตรียมประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพ ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2561 ทั้งนี้ เพื่อให้เหมาะสมและสมเกียรติหลวงพ่อคูณ ซึ่งเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ จึงจะดำเนินการสร้างเมรุลอยหลวงพ่อคูณ
 
         รศ.ดร. นิยม วงศ์พงษ์คำ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ ประธานกรรมการฝ่ายออกแบบเมรุลอยหลวงพ่อคูณ เผยว่า “จากความร่วมมือทุกภาคส่วน ได้เตรียมการสร้างเมรุลอยหลวงพ่อคูณแล้ว โดยได้ออกแบบเป็นรูปนกหัสดีลิงค์เทินบุษบกสีขาวบริสุทธิ์ทั้งหลังซึ่งจินตนาการถึงสวรรค์ บนฐานแปดเหลี่ยม สูง 22.6 เมตร และฐานเมรุกว้าง 16 เมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุด พร้อมประดับประดาด้วยสรรพสัตว์ต่าง ๆ จากเขาพระสุเมรุ เพื่อจำลองเขาพระสุเมรุตามคติในพระพุทธศาสนา โดยออกแบบใหม่ทั้งหมดให้มีรูปทรงและลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ โดยแสดงถึงอัตลักษณ์ความโดดเด่นของชาวอีสาน เพื่อให้ผลงานออกมาวิจิตรงดงามที่สุด สมกับเป็นสถาบันที่เป็นศูนย์รวมทางความคิด สติปัญญา และการศึกษาของภาคอีสาน”
 
         รศ.ดร. นิยม วงศ์พงษ์คำ กล่าวต่อ “นอกจากขนาดที่ใหญ่และความงดงามที่สุดของเมรุลอย นกหัสดีลิงค์ที่ประกอบเมรุลอยนี้ ยังจะถูกสร้างให้มีกลไกในการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ได้ อาทิ หันศีรษะ ม้วนงวง กระพริบตา กระดิกหู และมีเสียงร้อง เพื่อประกอบพิธีการในวันพิธีพระราชทานเพลิงสรีรสังขารหลวงพ่อคูณ ตามตำนานนกหัสดีลิงค์เป็นสัตว์หิมพานต์ชนิดหนึ่งที่มีขนาดใหญ่ มีกำลังมหาศาล ลำตัวเป็นนกมีปีกและหาง แต่ส่วนหัวเหมือนช้างมีงวงและงา โดยการสร้างนกหัสดีลิงค์ประกอบเมรุลอย มาจากตำนานที่ว่า สมัยโบราณหลายพันปีมาแล้ว ในนครตักกะศิลาเชียงรุ้งแสนหวีฟ้ามหานคร พระมหากษัตริย์แห่งนครนั้นถึงแก่สวรรคต ตามธรรมเนียมต้องอัญเชิญพระศพออกไปฌาปนกิจที่ทุ่งหลวง ในครั้งนั้นพระมหาเทวีให้จัดการพระศพตามโบราณประเพณี ได้แห่พระศพออกจากพระราชวังไปยังทุ่งหลวงเพื่อถวายพระเพลิง”
 
          “ขณะนั้นมีนกหัสดีลิงค์ซึ่งกินเนื้อสัตว์เป็นอาหารบินมาจากป่าหิมพานต์ เห็นพระศพคิดว่าเป็นอาหาร จึงบินโฉบลงมาเอาพระศพไป เมื่อพระมหาเทวีเห็นเช่นนั้นก็ประกาศให้คนดีเข้าต่อสู้กับนกหัสดีลิงค์เพื่อเอาพระศพคืนมา คนทั้งหลายก็อาสาต่อสู้กับนกหัสดีลิงค์ แต่สู้ไม่ได้ ถูกนกหัสดีลิงค์จับกินหมด ธิดาแห่งพญาตักกะศิลานามว่า สีดา จึงเข้ารับอาสาต่อสู้นกหัสดีลิงค์ โดยนางได้ใช้ศรอาบยาพิษยิงนกหัสดีลิงค์ นกหัสดีลิงค์ถึงแก่ความตายตกลงมาพร้อมพระศพแห่งกษัตริย์องค์นั้น พระมหาเทวีจึงโปรดสั่งให้ช่างทำเมรุคือหอแก้วบนหลังนกหัสดีลิงค์แล้วเชิญพระศพขึ้นประดิษฐานบนหลังนกหัสดีลิงค์ แล้วถวายพระเพลิงไปพร้อมกัน ต่อจากนั้นมาจึงได้ถือเอาประเพณีทำนกหัสดีลิงค์ประกอบเมรุ เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ผู้มีวาสนาบารมีสูง หรือพระเถระชั้นผู้ใหญ่” รศ.ดร. นิยม วงศ์พงษ์คำ กล่าว


 

 


ข่าวอื่นๆในหมวดหมู่

อ่านข่าวทั้งหมด »

ข่าวล่าสุด

อ่านข่าวล่าสุด »

ข่าวหนังสือพิมพ์

อ่านข่าวทั้งหมด »

ปฏิทินกิจกรรม

ดูกิจกรรมทั้งหมด »