รศ.ดร.รัชพล สันติวรากร รองอธิการบดีฝ่ายทรัพยากรบุคคล มข.เผยแผน

มุ่งพัฒนาให้บุคลากรมีทักษะการทำงานในปัจจุบันและมีสมรรถนะที่พร้อมรองรับการทำงานในอนาคต ควบคู่ไปกับการสร้างจิตวิญญาณในการอุทิศตนเพื่อสังคมและส่วนรวม
อ่าน 449 ครั้ง
21 พ.ค. 2562    Udomchai Supanavong

        รศ.ดร.รัชพล สันติวรากร  รองอธิการบดีฝ่ายทรัพยากรบุคคล มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ให้สัมภาษณ์ถึงแนวนโยบายในการบริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่นว่า  แนวคิดนโยบายของฝ่ายทรัพยากรบุคคลเป็นไปตามแผนนโยบายของอธิการบดี ที่เป็นมติของสภามหาวิทยาลัยฯในเรื่องของ PES   กล่าวคือ “P” หรือ People เกี่ยวกับบุคลากรของเราโดยตรงเลยคือ การทำให้คนของมหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นคนที่เก่งและเป็นคนที่ดีดังนั้นวิธีการของฝ่ายทรัพยากรบุคคลนับแต่เริ่มต้นคือการสรรหาคนที่เก่งเข้ามาสู่มหาวิทยาลัย จากนั้นก็มีกระบวนการพัฒนาบุคคลให้เก่งขึ้นผ่านการฝึกอบรมเพิ่มขีดความสามารถ ในขณะเดียวกันการมอบหมายงานที่มีความเหมาะสมกับขีดความสามารถก็เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะผู้ปฏิบัติงานจะสามารถแสดงศักยภาพของตนเองออกมาได้อย่างเต็มที่    ในส่วนของมหาวิทยาลัยเองก็ต้องมีกระบวนการในการจูงใจเพื่อรักษาบุคลากรที่เก่งๆเหล่านี้ให้อยู่กับเรา ให้เขามีความผูกพัน และมีความสุขในการทำงาน   อักษร “E” มาจาก Ecological คือการแก้ไขกฎระเบียบต่างๆเพื่อสร้างสภาวแวดล้อมที่น่าอยู่น่าทำงาน เช่นสิทธิประโยชน์ สวัสดิการ เพื่อให้รู้สึกถึงความอบอุ่นปลอดภัยและเป็นสถานที่ๆคนอื่นๆมีความต้องการมาทำงานกับเรา   อักษร “S” มาจาก Spiritual ที่เราจะสร้างจิตวิญญาณความเป็นคนมหาวิทยาลัยขอนแก่นในการอุทิศตนเพื่อสังคม เราต้องปลูกฝังหรือสร้างความคิดให้กับคนในองค์กรในการทำงานเพื่อส่วนรวม เพื่อประโยชน์ของสังคมตามปณิธานของมหาวิทยาลัยขอนแก่นตั้งไว้
       ตอบข้อถามผู้สื่อข่าวถึงหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกคนเก่งเข้ามาสู่มหาวิทยาลัย  รองอธิการบดีฝ่ายทรัพยากรบุคคล กล่าวว่า เรามีเกณฑ์ในการรับบุคลากรเข้าสู่มหาวิทยาลัย ซึ่งมหาวิทยาลัยก็มีตัวชี้วัดที่ต้องดำเนินการให้บรรลุเช่นจำนวนวุฒิปริญญาเอกของอาจารย์ซึ่งต้องมีอย่างน้อย 70% วิธีการคือนอกจากรับเข้าแล้วเราต้องพยายามให้อาจารย์ที่เรียนจบปริญญาโทให้เรียนต่อให้มากขึ้น รวมถึงสายสนับสนุนที่เราต้องส่งเสริมการฝึกอบรม ดังนั้นคำว่าเก่งหมายถึงความสามารถตามเนื้อหาวิชาที่จบการศึกษามาแล้วโดยเฉพาะอาจารย์ยังต้องมีทักษะที่จะสอนคนให้เก่งด้วย  นั่นแหละคือจุดเปลี่ยนในยุค 4 ปีข้างหน้าและมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสอนใหม่เพื่อให้การเป็น Teacher หรือ ผู้สอนในหน้าห้องเรียนกลายให้เป็น Coach หรือ ผู้ฝึกนักศึกษาในห้องเรียนให้เขามีทักษะที่ต้องการ   คือเราต้องมองภาพรวมว่าบัณฑิตที่พึงประสงค์ของเราเราต้องการแบบไหนจากนั้นก็ไปบอกอาจารย์ว่าถ้าจะฝึกให้เขาเป็นแบบนี้ อาจารย์มีกลยุทธการสอนอย่างไรจึงต้องมีการเปลี่ยนรูปแบบการสอนใหม่  ดังนั้นฝ่ายทรัพยากรบุคคลต้องเข้าไปช่วยดูแลเรื่องของการจัดฝึกอบรมอาจารย์ให้มีทักษะการสอนใหม่ๆรวมทั้งการทำงานร่วมกันในเรื่องนี้ที่เป็น Teamwork
      รศ.ดร.รัชพล สันติวรากร  รองอธิการบดีฝ่ายทรัพยากรบุคคล ยังเผยต่อถึงขั้นตอนหลักของการดำเนินงานนโยบาย ว่า    เนื่องจากเราเข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ดังนั้นเราต้องช่วยให้คนของเราจะต้องปรับตัวให้ทัน ดังนั้นนโยบายของอธิการบดีในขั้นตอนที่ 1 คือมุ่งเน้นให้คนของเรารู้ว่าเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนไปมีอะไร โดยเฉพาะการนำระบบดิจิตอลมาใช้เพื่อการทำงานและเพื่อการเรียนการสอน   เราจึงต้องมีการฝึกอบรมความรู้พื้นฐานทั้งหมดที่ทุกคนควรรู้จะลงมือให้ครอบคลุม 100% ให้กับทุกคนรู้ทักษะจำเป็นที่สำคัญเกี่ยวกับโลกดิจิตอล   จากนั้นก็เอาเครื่องมือต่างๆในการปรับปรุงระบบการทำงานเข้ามา เพื่อลดเวลาขั้นตอนการทำงานหรือว่าลดกระดาษ ลดต้นทุนต่างๆ เกิดความสะดวกมากยิ่งขึ้น   ขั้นตอนที่ 2 คือการจ้างงานที่มีความยืดหยุ่นยิ่งขึ้น  คือการดึงคนเก่งจากภาคส่วนภายนอกต่างๆเข้ามายังมีข้อจำกัดเรื่องระเบียบที่ไม่คล่องตัวยัง ไม่สามารถทำได้อย่างทันทีรวดเร็ว ดังนั้นเราอาจจะมีการปรับวิธีการจ้างด้วยอัตราเงินที่เหมาะสม เช่นบางสาขาเองยังไม่มีผู้เชี่ยวชาญและจะต้องมีความช่วยเหลือจากภายนอกเป็นการจ้างคนเก่งเข้ามาทำงานที่เร็วยิ่งขึ้น เป็นการแก้ไขกฎระเบียบวิธีการจ้างให้ยืดหยุ่นและเหมาะสมและมีช่องทางที่หลากหลายขึ้น  อีกส่วนหนึ่งคือการประเมินผลการปฏิบัติงานที่เราจะต้องเข้าไปดูเพื่อให้การประเมินช่วยสะท้อนผลการปฏิบัติงานที่เป็นจริงและเป็นธรรมเพื่อเป็นการให้ความมั่นใจและจูงใจคนทำงานนำไปสู่ผลค่าตอบแทนที่เหมาะสม
      “ในอนาคตอันใกล้เราจะมีการใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อสนับสนุนการขอกำหนดตำแหน่งที่สูงขึ้นทั้งสายผู้สอนและสายสนับสนุนซึ่งมหาวิทยาลัยเองก็ต้องกลับมาพิจารณาด้วยว่าเมื่อมีการเข้าสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นแล้วเราต้องสร้างผลงานกลับคืนสู่มหาวิทยาลัยมากขึ้นด้วย”
      ตอบข้อถามผู้สื่อข่าวถึงหลักเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงานที่จะเปลี่ยนจาก KPI (Key Performance Indicator) ดัชนีชี้วัดผลงานหรือความสำเร็จของงาน มาสู่ OKR หรือ (objective key result ) รองอธิการบดีฝ่ายทรัพยากรบุคคล กล่าวว่า เดิมที่เราใช้ KPI ในการวัดผลเชิงกระบวนการซึ่งถ้าเรามี 10 กระบวนการเราก็มี 10 ตัวชี้วัด ซึ่งทั้ง 10 ตัวชี้วัดมันมุ่งไปสู่เป้าประสงค์เดียวกัน การวัดเป้าประสงค์ของงานนี้คือ OKR เช่นเรื่องการผลิตบัณฑิต ที่เราใช้ KPI ในการวัดผลเช่นจำนวนนักศึกษาที่จบตามเวลา ความพึงพอใจผู้ใช้บัณฑิต ร้อยละของการได้งานทำ ซึ่งหากเราใช้ OKR เราต้องกลับไปมองที่เป้าประสงค์การผลิตบัณฑิตของเราด้วยเช่นความพร้อมในการทำงาน การมีทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต ซึ่งเราต้องเข้าไปวัดว่าเราได้ผลผลิตบัณฑิตตามคุณสมบัติที่เราตั้งไว้หรือยัง เชื่อว่าอธิการบดีจะมีแนวทางในการเริ่มปรับรูปแบบการประเมินสู่ OKR โดยการลดจำนวนตัวชี้วัดในระบบ KPI ลง  โดยระบบนี้เริ่มบางส่วนในเวลาที่เหลืออยู่ของปีงบประมาณนี้และเริ่มชัดเจนขึ้นในปีงบประมาณหน้า
      รศ.ดร.รัชพล สันติวรากร  รองอธิการบดีฝ่ายทรัพยากรบุคคล  ยังได้ตอบในประเด็นของแนวคิด  KKU Transformation การปรับเปลี่ยนมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อความก้าวหน้าและการพัฒนามหาวิทยาลัยอย่างยั่งยืน อันเป็นทิศทางหลักที่อธิการบดีได้นำเสนอไว้ในการบริหารมหาวิทยาลัย สิ่งนี้ได้ถูกนำมาสู่การทำงานด้านทรัพยากรบุคคลอย่างไร  รองอธิการบดีฝ่ายทรัพยากรบุคคล กล่าวว่า เราต้องปรับและเปลี่ยน สำหรับปรับคือการปรับกระบวนการทำงานที่ยังไม่มีประสิทธิภาพให้มันคล่องตัวยิ่งขึ้นและปรับกระบวนการทำงานที่เคยล่าช้าจะเร็วขึ้น  ส่วนเปลี่ยนนั้นคือวิธีการทำงานจากระบบ manual มาสู่การเป็นเป็นดิจิตอล ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  เราจะมีการนำระบบ ERP มาใช้ในมหาวิทยาลัยซึ่งรวมถึงด้านทรัพยากรบุคคลด้วย(ERP ย่อมาจาก Enterprise Resource Planning หมายถึง การวางแผนทรัพยากรขององค์กรโดยรวม เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด)ตั้งแต่การเก็บประวัติบุคคล ตำแหน่ง เงินเดือน การพัฒนาตนเอง ข้อมูลต่างๆของบุคลากรตั้งแต่เริ่มเข้าทำงานจนสิ้นสุดการทำงาน จะอยู่ในฐานข้อมูลที่ลิงค์กันได้อย่างเป็นระบบ  เพื่อให้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจของผู้บริหาร เรามองไปถึงการประเมินผลการปฏิบัติงานที่มีความสัมพันธ์กับค่าตอบแทนที่มากขึ้น นอกจากนั้น Transformation ยังรวมไปถึงการปรับปรุงกฎระเบียบและสวัสดิการเช่นกองทุนต่างๆ ที่กระจัดกระจายจะถูกนำมารวมกันเพื่อการดูแลจัดการให้ดียิ่งขึ้น
      ฝ่ายทรัพยากรบุคคลของมหาวิทยาลัยขอนแก่นจากนี้ไปจะมีบทบาทในการพัฒนาอบรมบุคคลที่มากยิ่งขึ้น บุคลากรในแต่ละคนแต่ละตำแหน่งจะมี profile ของตนเองที่กำหนดขีดความสามารถขั้นต่ำตามตำแหน่งของตน ซึ่งจะสัมพันธ์กับการประเมินบุคคล หากพบว่าไม่สามารถบรรลุผลตามขีดความสามารถจะเป็นข้อมูลที่ทำให้เห็นช่องว่างของการพัฒนา เพื่อนำไปสู่แผนพัฒนารายบุคคลที่มหาวิทยาลัยจะจัดให้เพื่อกลับมาสู่การประเมินให้ได้มาตรฐานตามตำแหน่ง  นอกจากนี้ในระบบ OKR ที่เราพูดไปแล้วเรายังจะมีการประเมิน “ผลิตภาพ” เพื่อคิดมูลค่ารายได้ Income ที่บุคลากร1คนสร้างขึ้นจากการทำงานใน1ปีให้กับมหาวิทยาลัยโดยในช่วงแรกประเมินกันว่าค่าเฉลี่ยะทั้งมหาวิทยาลัยประมาณ คนละ 500,000 บาท โดยเป็นการเฉลี่ยะมูลค่ารายได้ที่มหาวิทยาลัยหาได้มาจากส่วนต่างๆ เช่นการเปิดหลักสูตร การจัดบริการวิชาการ เอามาหารเฉลี่ยะจำนวนบุคลากรของเรา ซึ่งมันเป็นตัวชี้วัดหนึ่งของมหาวิทยาลัย โดยหลักคิดว่าการที่เราลงทุนให้กับคนมากขึ้นพัฒนาให้เขาเก่งขึ้นเราดูแลคนทำงานให้มีความสุขและเกิดความรักองค์กรย่อมหมายถึงบุคลากรก็จะทุ่มเทใช้ความรู้ความสามารถทำงานเพื่อองค์กรได้ดียิ่งขึ้นมันจะสะท้อนผลออกมาเป็นรายได้สู่มหาวิทยาลัยและภาพลักษณ์ในการช่วยเหลือสังคม
      “ ถ้าเราไม่เปลี่ยนตัวเองก่อน เราจะถูกคนอื่นเปลี่ยนซึ่งเราจะรู้สึกเป็นทุกข์มากกว่าการที่เราเริ่มด้วยการเปลี่ยนตัวเองก่อน เราต้องเปิดใจกว้างยอมรับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ทั้งเทคโนโลยี พฤติกรรมของผู้คน เราจะเจอปัญหาในอนาคตที่เราไม่เคยรู้มาก่อน ดังนั้นเราต้องพร้อมเสมอ ซึ่งมหาวิทยาลัยจะช่วยบอกทางว่าเราจะเดินกันไปทางไหน ค่อยๆไปด้วยกัน ใครที่ยังช้าก็จะพยุงกันไปเสมือนพี่เลี้ยง เพื่อพากันไปถึงฝั่ง ขอให้ความมั่นใจว่าเราไม่ทอดทิ้งกัน” รศ.ดร.รัชพล สันติวรากร  กล่าวในที่สุด

ข่าว / อุดมชัย สุพรรณวงศ์
ข้อมูล /อรรถพล ฮามพงษ์ / ชายชาญ หล้าดา
ภาพ / kku news

#KKUTransformation

 

 

 


ข่าวอื่นๆในหมวดหมู่

อ่านข่าวทั้งหมด »

ข่าวล่าสุด

อ่านข่าวล่าสุด »

ข่าวหนังสือพิมพ์

อ่านข่าวทั้งหมด »

ปฏิทินกิจกรรม

ดูกิจกรรมทั้งหมด »