มข.มอ.มช. จับมือแน่นเตรียมวิจัยแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในไทยอย่างยั่งยืน

มข.- มอ.-มช." 3 พลังเพื่อแผ่นดิน"ครั้งที่ 5 มุ่งเน้นการทำงานร่วมกันมากขึ้น ในด้านการจัดการศึกษา ด้านการจัดหาซอฟต์แวร์ ด้านการบริการวิชาการ เพื่อตอบโจทย์การแก้ปัญหาในระดับประเทศ
อ่าน 430 ครั้ง
10 ต.ค. 2562    Raviporn Saisaenthong

          สืบเนื่องจาก โครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประเพณี มข.- มอ.-มช." 3 พลังเพื่อแผ่นดิน"ครั้งที่ 5 เมื่อ วันที่ 4 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา ณ ดวงจิตต์ รีสอร์ท อ.ป่าตอง จ.ภูเก็ต มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ร่วมมือจัดงานดังกล่าวเพื่อเปิดโอกาสให้ ผู้บริหารระหว่างมหาวิทยาลัย ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ แนวปฏิบัติ การพัฒนาตามพันธกิจและยุทธศาสตร์ของทั้ง 3  มหาวิทยาลัย ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากรอบการจัดงาน จะมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กรณีตัวอย่างของแต่ละมหาวิทยาลัยที่ประสบผลสำเร็จ และ กระชับความสัมพันธ์ ระหว่างผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงานขององค์กรด้านการศึกษา กระทั่งดำเนินการมาถึงปีที่ 5  ที่ทิศทางการดำเนินงานเข้มข้นกว่าทุกปีที่ผ่านมา
          รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล   ที่ปรึกษา รักษาการแทน อธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า  ทั้ง 3 สถาบันมีความเห็นในการทำงานร่วมกันมากขึ้น นอกเหนือจากที่จะเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็น ด้านการจัดการศึกษา ที่ปัจจุบันแต่ละมหาวิทยาลัยใช้ดิจิตอลเทคโนโลยีเข้ามาช่วย จึงมีการหารือร่วมกันว่าทั้ง 3 สถาบัน จะทำบทเรียนออนไลน์ให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น โดยการใช้ทรัพยากรร่วมกัน ซึ่งจะสามารถทำบทเรียนให้หลากหลาย แต่ละสถาบันไม่จำเป็นต้องทำซ้ำกัน  ด้านการจัดหาซอฟต์แวร์  หาก 3 สถาบัน สามารถจัดหาซอฟต์แวร์ร่วมกันได้ จะทำให้สามารถต่อรองราคา กับบริษัทเอกชนให้ได้ราคาที่เหมาะสม ยิ่งขึ้น  เป็นการใช้งบประมาณอย่าคุ้มค่า  และ ด้านการบริการวิชาการ ที่อาจจะมีการแลกเปลี่ยน หรือ นำโครงการที่ลักษณะคล้ายคลึงกันมาร่วมมือกันทำงาน เพื่อตอบโจทย์การแก้ปัญหาในระดับประเทศ  เช่น การแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่รัฐบาลขอให้มหาวิทยาลัยคิดค้นนวัตกรรมเพื่อรับมือปัญหาดังกล่าว
          “ที่เชียงใหม่ ขอนแก่น และ หาดใหญ่ ล้วนเผชิญปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ซึ่งในรอบปีสาเหตุแต่ละพื้นที่จะไม่เหมือนกันทำให้ประสบปัญหาคนละช่วงเวลา  เช่น สงขลา ในช่วงนี้จะมีฝุ่นละอองขนาดเล็กมาจากประเทศเพื่อนบ้าน อินโดนีเซีย หรือ ประเทศใกล้เคียง  ภาคอีสานจะประสบปัญหาช่วงฤดูตัดอ้อย ภาคเหนือจะเป็นช่วงฤดูร้อนต่อเนื่องไปจนช่วงสงกรานต์ แม้ว่าสาเหตุจะแตกต่างกันแต่ การจัดการ ปัญหา มีลักษณะคล้ายกัน สภาวการณ์ดังกล่าว ทั้ง 3 สถาบันจึงเห็นว่าในบางประเด็นคณะทำงานสามารถทำงานวิจัย หรือ นวัตกรรมร่วมกันได้”
           “ยกตัวอย่างการดำเนินงานเรื่อง PM 2.5 ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาโดยตลอด เช่น การทำเซ็นเซอร์เพื่อวัดปริมาณฝุ่นละอองที่เป็น Real Time การเผยแพร่ความรู้ให้ประชาชนในการป้องกันตนเองจากฝุ่น  PM 2.5  การศึกษาวิจัยว่า ทำอย่างไรจะสามารถพ่นละอองน้ำที่ละเอียดจับอนุภาค PM 2.5 ได้ดียิ่งขึ้น  การวิจัยว่าหากปลูกต้นไม้จำนวนมากจะสามารถดูดซับทำให้ปริมาณ PM 2.5 ลดลงได้หรือไม่   รวมไปถึงการใช้โดรนบินพ่นละอองน้ำในพื้นที่ที่ประชาชนมีความเสี่ยงต่อสุขภาพมาก เช่น ในโรงเรียนอนุบาล ในสถานดูแลผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยที่อยู่ในโรงพยาบาล เพราะกลุ่มเสี่ยงนี้ได้รับผลกระทบมากกว่าประชาชนทั่วไป  ซึ่งนับจากนี้คิดว่านักวิชาการของทั้ง 3 มหาวิทยาลัย จะต้องช่วยกันคิด ช่วยกันวิจัยว่า การดำเนินการอย่างไรที่จะได้ผล และ เสนอแนะต่อ รัฐบาลหรือผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป” ที่ปรึกษา รักษาการแทน อธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าว
            ซึ่งจากสภาวการณ์ปัจจุบันปัญหาฝุ่น  PM 2.5  ในประเทศไทย นับเป็นอีกประเด็นเร่งด่วนที่สังคมคาดหวังให้เกิดการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรม โดยนับจากนี้คณะทำงานแต่ละหัวข้อจะประชุมกันบ่อยครั้งขึ้นเพื่อให้มีผลงานเป็นรูปธรรม และเมื่อถึงการประชุมใหญ่ครั้งถัดไปในโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประเพณี มข.- มอ.-มช." 3 พลังเพื่อแผ่นดิน" ครั้งที่ 6 ในปี 2563 ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพ จะเป็นอีกครั้งสำคัญที่คณะทำงานจะมีข้อสรุป หรือ ผลงานมาแสดงให้ทั้ง 3 มหาวิทยาลัย ได้วิจารณ์ และนำนวัตกรรมจากการร่วมมือคร้งนี้ไปขยายผลเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพคนไทยต่อไป

ข่าว : รวิพร สายแสนทอง  ภาพ : อรรถพล ฮามพงษ์


ข่าวอื่นๆในหมวดหมู่

อ่านข่าวทั้งหมด »

ข่าวล่าสุด

อ่านข่าวล่าสุด »

ข่าวหนังสือพิมพ์

อ่านข่าวทั้งหมด »

ปฏิทินกิจกรรม

ดูกิจกรรมทั้งหมด »