โรคไตถือเป็น “ภัยเงียบ” ที่หลายคนไม่รู้ตัวจนเข้าสู่ระยะรุนแรง โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงจัดกิจกรรมรณรงค์ภายใต้แนวคิด “คัดกรอง ป้องกัน รู้ทันโรคไต ใส่ใจรักษ์โลก” เนื่องในวันไตโลก (World Kidney Day) ประจำปี 2569 ณ โดมอาคารอเนกประสงค์ วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ขอนแก่น ตั้งแต่เวลา 10.30 – 15.30 น. วันที่ 6 มีนาคม 2569

โอกาสนี้ เมื่อวันพุธที่ 4 มีนาคม 2569 รายการ “รอบรั้ว มข.” ออกอากาศทางสถานีวิทยุ มข. เอฟ.เอ็ม 103 เมกะเฮิรตซ์ เวลา 10.10–11.00 น. ได้สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญจาก โรงพยาบาลศรีนครินทร์ เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคไต การป้องกัน และความสำคัญของการตรวจคัดกรองในระยะเริ่มต้น พร้อมให้ข้อมูล ที่ถูกต้องแก่ประชาชน ได้แก่ พญ.สาวิณี คงเพชร แพทย์ประจำศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคไต และคุณพรธิมา โพธิ์อามาตย์ พยาบาลผู้เชี่ยวชาญไตเทียม

รู้จัก “โรคไตเรื้อรัง” ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม
พญ.สาวิณี คงเพชร กล่าวว่า โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease: CKD) คือ ภาวะที่ไตเสื่อมลง อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานกว่า 3 เดือน ส่งผลให้ไตไม่สามารถกรองของเสียและควบคุมสมดุลน้ำ เกลือแร่ และความดันโลหิตได้ตามปกติ หากไม่ได้รับการดูแลอาจลุกลามสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้าย ซึ่งต้องรักษาด้วยการฟอกเลือด ล้างไตทางช่องท้อง หรือปลูกถ่ายไต โดยประชาชนกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน, ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง, ผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง, ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี, ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคไต, ผู้ที่ใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs หรือสมุนไพรติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรได้รับการตรวจคัดกรอง อย่างสม่ำเสมอ

ย้ำ “ตรวจเร็ว รู้เร็ว ชะลอไตเสื่อมได้”
พญ.สาวิณี กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคไตเรื้อรังเป็นภัยเงียบที่มักไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากมาพบแพทย์เมื่อโรคเข้าสู่ระยะรุนแรงแล้ว การตรวจคัดกรองจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ที่กล่าวมาเบื้องต้น โดยสัญญาณเตือนโรคไตที่ควรรีบพบแพทย์ แม้ระยะแรกมักไม่มีอาการ แต่เมื่อโรคเริ่มรุนแรงขึ้น อาจพบอาการ เช่น บวมที่หน้า เท้า หรือข้อเท้า ปัสสาวะผิดปกติ เช่น มีฟองมาก สีเข้ม หรือปริมาณลดลง อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ความดันโลหิตควบคุมยาก หากมีอาการดังกล่าว ควรเข้ารับการตรวจเลือดและปัสสาวะเพื่อประเมินการทำงานของไต ส่วนการดูแลสุขภาพไตสามารถทำได้ด้วยการควบคุมระดับน้ำตาลและความดันโลหิต ลดการบริโภคเค็ม ดื่มน้ำสะอาดในปริมาณเหมาะสม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดหรือสมุนไพร ที่ไม่จำเป็น

แนวทางการบำบัดทดแทนไต 4 วิธี
ด้านคุณพรธิมา โพธิ์อามาตย์ อธิบายว่า เมื่อโรคไตเข้าสู่ระยะสุดท้าย ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับ “การบำบัดทดแทนไต” เพื่อช่วยทำหน้าที่แทนไต เปรียบเสมือนการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง ปัจจุบันมีทั้งหมด 4 วิธี โดยผู้ป่วยมีสิทธิ์เลือกแนวทางการรักษาได้ แต่แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์จะให้คำแนะนำ ตามความเหมาะสมของสภาพร่างกาย และพิจารณาร่วมกับสิทธิการรักษาของแต่ละคน ปัจจุบันมีนโยบาย “ฟอกไตฟรีทุกสิทธิ์” ครอบคลุมทั้งบัตรทอง (30 บาท), ประกันสังคม และสิทธิข้าราชการ โดยคำว่า “ฟอกไตฟรี” หมายถึง 2 วิธีหลัก ได้แก่ การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม และการล้างไตทางช่องท้อง ส่วนแนวทางการบำบัดทดแทนไตมี 4 วิธี ดังนี้
1. การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis) เป็นวิธีที่ประชาชนคุ้นเคย ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล โดยแพทย์จะผ่าตัดเตรียมเส้นเลือดสำหรับฟอกเลือด และมีพยาบาลดูแลทุกขั้นตอน ผู้ป่วยต้องเดินทางมารักษาตามรอบที่กำหนด
2. การล้างไตทางช่องท้อง (Peritoneal Dialysis) ผู้ป่วยสามารถทำเองที่บ้าน โดยแพทย์จะผ่าตัดใส่สายเล็ก ๆ บริเวณหน้าท้อง เพื่อใส่น้ำยาเข้าไปแลกเปลี่ยนของเสีย วิธีนี้ช่วยลดการเดินทางมาโรงพยาบาล แต่ต้องเคร่งครัดเรื่องความสะอาดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
3. การปลูกถ่ายไต (Kidney Transplantation) ถือเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด เพราะผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติ แต่มีข้อจำกัดเรื่องการรอไตบริจาค ซึ่งต้องลงทะเบียนผ่านสภากาชาดไทยและผ่านการตรวจความเข้ากันได้ของร่างกาย ระยะเวลารอแตกต่างกัน บางรายรอไม่กี่เดือน บางรายอาจรอหลายปี โดยทั่วไปโรงพยาบาลศรีนครินทร์กำหนดอายุผู้เข้ารับการปลูกถ่ายไม่เกิน 65 ปี เนื่องจากต้องคำนึงถึง ความพร้อมของร่างกายและโรคร่วม กรณีมีญาติประสงค์บริจาคไต สามารถทำได้ หากเป็นญาติสายตรงหรือพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน รวมถึงคู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสเกิน 3 ปี หรือมีบุตรร่วมกันตามกฎหมาย ทั้งนี้ต้องผ่านการตรวจร่างกาย ตรวจเลือด ความเข้ากันได้ทางเนื้อเยื่อ และการประเมินทางจิตเวช รวมถึง การตรวจสอบทางกฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการซื้อขายอวัยวะ หากทุกอย่างผ่านเกณฑ์ อาจใช้เวลาประมาณไม่เกิน 6 เดือน
และ 4. การรักษาแบบประคับประคอง (Palliative Care) เหมาะสำหรับผู้ป่วยสูงอายุ หรือมีโรคร่วมรุนแรง เช่น โรคหัวใจระยะรุนแรง มะเร็งระยะสุดท้าย หรือผู้ป่วยติดเตียง วิธีนี้จะไม่ฟอกไตหรือผ่าตัดเพิ่มเติม แต่เน้นดูแลคุณภาพชีวิต บรรเทาอาการเจ็บปวด และลดความทุกข์ทรมาน เพื่อให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตตามธรรมชาติของโรคอย่างสงบ
บทบาทของครอบครัว เป็นสิ่งสำคัญไม่ว่าผู้ป่วยจะเลือกวิธีใด ครอบครัวมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะด้านกำลังใจ เพราะผู้ป่วยต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างมาก ทั้งเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน และผู้สูงอายุ สำหรับในเด็กและวัยรุ่น ครอบครัวต้องช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด ในผู้สูงอายุ ควรช่วยพามาพบแพทย์ ดูแลเรื่องอาหารและยา สิ่งสำคัญคือการให้กำลังใจ ไม่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสูญเสียคุณค่าในตนเอง เพราะผู้ป่วย บางรายแม้อายุเกือบ 80 ปี ยังสามารถล้างไตและกลับไปทำงานเบา ๆ ที่บ้านได้ เช่น เย็บผ้าหรือทอผ้าไหม ซึ่งช่วยให้รู้สึกมีคุณค่าและมีกำลังใจในการใช้ชีวิตต่อไป

คุณพรธิมา อธิบายเพิ่มเติมว่า “โรคไตแม้รุนแรง แต่หากได้รับการรักษาที่เหมาะสมและมีแรงสนับสนุนจากครอบครัว ผู้ป่วยก็สามารถ มีคุณภาพชีวิตที่ดีและดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมีความหมาย” กระบวนการรักษาต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ทั้งน้ำและพลังงาน ดังนั้น แนวคิด “ใส่ใจรักษ์โลก” จึงมุ่งส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดของเสีย และสร้างระบบบริการ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการดูแลผู้ป่วยอย่างมีคุณภาพ

พญ.สาวิณี กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า “โรคไตป้องกันได้ หากรู้ทันและตรวจเร็ว” การคัดกรองปีละครั้ง ในกลุ่มเสี่ยง คือกุญแจสำคัญในการชะลอการเสื่อมของไต และช่วยลดโอกาสเข้าสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้าย ที่สำคัญ การรักษาผู้ป่วยไตวาย เช่น การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ใช้น้ำสะอาดจำนวนมากต่อครั้ง การพัฒนาแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การลดของเสียทางการแพทย์ และการส่งเสริมการป้องกันโรคตั้งแต่ระยะต้น จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยลดภาระต่อสิ่งแวดล้อมและระบบสาธารณสุขในระยะยาว สอดคล้องกับแนวคิด “ใส่ใจรักษ์โลก” กับการจัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในวันไตโลก (World Kidney Day) ประจำปี 2569
ทั้งนี้ การรณรงค์วันไตโลกในปีนี้ ไม่เพียงมุ่งเน้นการป้องกันและรักษาโรคไตเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงบทบาทของสถาบันการแพทย์ในการขับเคลื่อนระบบสุขภาพที่ยั่งยืน ตอกย้ำความสำคัญของการดูแลสุขภาพตนเองและสังคมไปพร้อมกัน
ข่าว/ภาพ : เบญจมาภรณ์ มามุข





