วิทยาลัยบัณฑิตศึกษาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดงาน Thailand–Vietnam Trade Dialogue 2026 โดยมี ดร.ศักดิ์ชัย เจริญศิริพรกุล คณบดีวิทยาลัยบัณฑิตศึกษาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นประธานกล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วย Mr. Đinh Hoàng Linh กงสุลใหญ่สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามประจำจังหวัดขอนแก่น ร่วมปาฐกถาพิเศษ และวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐและภาคเอกชนชั้นนำ ในการนี้มีผู้แทนจากสภาอุตสาหกรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หอการค้าจังหวัด ผู้ประกอบการ และภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง
งาน Thailand–Vietnam Trade Dialogue 2026 จัดขึ้นภายใต้พันธกิจของวิทยาลัยบัณฑิตศึกษาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2569–2572 ที่มุ่งเสริมสร้างความเป็นนานาชาติ และสร้างความร่วมมือกับประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) เพื่อรองรับทิศทาง “อีสานใหม่” ที่มุ่งให้ภูมิภาคก้าวสู่เวทีเศรษฐกิจโลกอย่างเต็มตัว

ดร.ศักดิ์ชัย เจริญศิริพรกุล คณบดีวิทยาลัยบัณฑิตศึกษาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า เวทีในครั้งนี้เป็นมากกว่าการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ แต่คือพื้นที่สำคัญในการสร้างโอกาสทางธุรกิจที่เป็นรูปธรรมระหว่างผู้ประกอบการไทยและเวียดนาม โดยมหาวิทยาลัยขอนแก่นพร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมภูมิภาคอีสานกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

Mr. Đinh Hoàng Linh กงสุลใหญ่สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามประจำจังหวัดขอนแก่น ได้ร่วมถ่ายทอดปาฐกถาพิเศษด้านมุมมองเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนไทย–เวียดนาม ใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า
“ไทยและเวียดนามมีความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 50 ปี โดยมีมูลค่าการค้าระหว่างกันสูงถึง 22.1 พันล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา และไทยถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเวียดนามในอาเซียน สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นและเติบโตอย่างต่อเนื่องระหว่างทั้งสองประเทศ
ขณะนี้เวียดนามกำลังก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจใหม่ (พ.ศ. 2569–2573) ด้วยเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 10% ต่อปี และรายได้ต่อหัวประชากรประมาณ 8,500 ดอลลาร์ภายในปี 2573 พร้อมมุ่งเปลี่ยนผ่านจากฐานการผลิต (Manufacturing Hub) ไปสู่เศรษฐกิจเทคโนโลยีและดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยวางเป้าหมายไว้ว่าในปี 2573 จะเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และก้าวสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีรายได้สูงในปี 2588
เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว รัฐบาลเวียดนามได้กำหนดยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 3 ด้านหลัก ได้แก่ การปฏิรูประบบกฎหมายและการบริหารให้โปร่งใสและเอื้อต่อการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ทั้งรถไฟความเร็วสูง ทางด่วน ศูนย์โลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก และการยกระดับทรัพยากรมนุษย์จากแรงงานต้นทุนต่ำสู่เศรษฐกิจเทคโนโลยี นวัตกรรม และเศรษฐกิจสีเขียว

สำหรับผู้ประกอบการไทย เวียดนามถือเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ไม่ควรมองข้าม ด้วยตลาดขนาดใหญ่กว่า 100 ล้านคน แรงงานอายุน้อย ข้อตกลงการค้าเสรีหลายฉบับ และสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนที่จูงใจ โดยปัจจุบันมีนักลงทุนไทยเข้าไปดำเนินธุรกิจในเวียดนามแล้วกว่า 789 โครงการ ในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ทั้งการผลิต ค้าปลีก อาหารและเกษตร พลังงาน โลจิสติกส์ และเทคโนโลยี หากผู้ประกอบการไทยศึกษาตลาดอย่างรอบคอบ สร้างพันธมิตรกับธุรกิจท้องถิ่น และวางแผนธุรกิจในระยะยาว เวียดนามจะเป็นทั้งตลาดสำคัญและฐานการลงทุนที่มีศักยภาพสูงในอนาคตอันใกล้”


สำหรับเวทีเสวนามีผู้ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.หฤษฎ์ อินน์ทะกนก พร้อมด้วยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วย คุณธนียา ฟูเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม, คุณวรรณนิภา พิภพไชยาสิทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 3 (ขอนแก่น) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), คุณสมชาติ พงศ์พนาไกร ประธานหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, คุณเข็มชาติ สมใจวงษ์ ประธานกิตติมศักดิ์หอการค้าจังหวัดขอนแก่น และ คุณจำลอง วงศ์กิตติธร รองประธานหอการค้าจังหวัดมุกดาหาร โดยการเสวนาเต็มไปด้วยการแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึกด้านโอกาส ความท้าทาย และแนวทางการขยายความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับเวียดนาม
ไฮไลต์สำคัญอีกประการของงาน คือกิจกรรม Business Matching & Networking และการเยี่ยมชมบูทแสดงสินค้าจากผู้ประกอบการหลากหลายภาคส่วน ซึ่งเปิดพื้นที่ให้เกิดการพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างโอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการทั้งสองประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของวิทยาลัยบัณฑิตศึกษาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการวางรากฐานเครือข่ายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และความสัมพันธ์อันยั่งยืนระหว่างไทยและเวียดนามสู่อนาคต






















