ในวาระสำคัญที่ ประเทศไทย และ เวียดนาม เตรียมเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2569 (6 สิงหาคม 2519 – 6 สิงหาคม 2569) นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระดับภูมิภาค ที่กำลังก้าวสู่การเป็น “พันธมิตรที่เติบโตไปด้วยกัน” ภายใต้กรอบหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ซึ่งมุ่งเน้นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ การลงทุน การเชื่อมโยงระดับภูมิภาค และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน เพื่อเสถียรภาพและความยั่งยืนของอาเซียน

ท่ามกลางบริบทดังกล่าว มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนองค์ความรู้และสร้างเวทีแลกเปลี่ยนระดับนานาชาติ ผ่านการจัดเวทีเสวนาวิชาการ “An Economic Tale of Two Countries, Thailand and Vietnam: Compare/Contrast” “เรื่องเล่าทางเศรษฐกิจของสองประเทศ ไทยและเวียดนาม: การเปรียบเทียบและความแตกต่าง” เพื่อสะท้อนพัฒนาการทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ เปรียบเทียบจุดแข็ง ความท้าทาย และบทเรียนสำคัญของภูมิภาคอาเซียน พร้อมทั้งเปิดมิติใหม่ของความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนาคต
การจัดเวทีดังกล่าวเกิดขึ้นในโอกาสที่คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้เดินทางไปยัง กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (วันที่ 3–7 กุมภาพันธ์ 2569) เพื่อประชุมร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการศึกษา วิจัย และนวัตกรรมกับสถาบันชั้นนำของเวียดนาม ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่ระดับนานาชาติ และการสนับสนุนความร่วมมือไทย–เวียดนามให้ก้าวไกลยิ่งขึ้นในอนาคต

โดยผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น, Dr. Nguyen Hung Son ประธาน Diplomatic Academy of Vietnam และ ดร.อนุสนธิ์ ชินวรรโณ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำเวียดนาม เป็นผู้ดำเนินรายการและร่วมอภิปราย เวทีเสวนาสะท้อนสาระสำคัญไว้อย่างน่าสนใจ

เศรษฐกิจสองประเทศ จากรากฐานลุ่มน้ำโขง
ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเวียดนามว่า เป็นความสัมพันธ์ที่มีทั้งการแข่งขัน ความร่วมมือ และการพัฒนาไปพร้อมกัน โดยทั้งสองประเทศมีรากฐานทางอารยธรรม จากลุ่มน้ำโขงซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของวิถีชีวิต เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม ภูมิศาสตร์ของทั้งสองประเทศมีลักษณะแตกต่างกัน ซึ่งส่งผลต่อรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
ประเทศไทยตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของลุ่มน้ำโขง และได้รับอิทธิพลจากสิ่งที่เรียกว่า “วัฒนธรรมมรสุม (Monsoon Culture)” ที่มีลักษณะค่อนข้างค่อยเป็นค่อยไปและมีเสถียรภาพ
ในขณะที่เวียดนามตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของลุ่มน้ำโขง และต้องเผชิญกับ “วัฒนธรรมไต้ฝุ่น (Typhoon Culture)” ที่มีความรุนแรงและการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ซึ่งมีผลต่อรูปแบบการปรับตัวของสังคมและเศรษฐกิจ
ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยเริ่มพัฒนาเศรษฐกิจแบบตลาดตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960 และมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับโลกตะวันตกอย่างใกล้ชิด ทำให้สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมและโครงสร้างเศรษฐกิจได้รวดเร็ว
ในขณะที่เวียดนามต้องเผชิญกับสงครามยาวนาน โดยเฉพาะ สงครามเวียดนามระหว่างปี 1965–1975 ก่อนจะรวมประเทศในปี 1975 และเริ่มพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้ระบบสังคมนิยม
จุดเปลี่ยนสำคัญของเวียดนามเกิดขึ้นในปี 1986 เมื่อรัฐบาลประกาศนโยบาย “โด่ยเหม่ย (Doi Moi)” ซึ่งเป็นการปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เปิดประเทศและปรับระบบเศรษฐกิจสู่ตลาดมากขึ้น
ต่อมาในปี 1995 เวียดนามเข้าร่วมสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ส่งผลให้เศรษฐกิจของเวียดนามเริ่มเชื่อมโยงกับภูมิภาคและเศรษฐกิจโลกอย่างรวดเร็ว
เวียดนามมองไทยเป็นต้นแบบการพัฒนา
ด้าน Dr. Nguyen Hung Son กล่าวว่า คนเวียดนามจำนวนไม่น้อยมองประเทศไทยเป็นตัวอย่างของประเทศที่พัฒนาเศรษฐกิจได้ประสบความสำเร็จ ซึ่งประเทศไทยมีข้อได้เปรียบหลายด้าน เช่น ความมั่นคงทางการเมือง มีพื้นที่ราบเหมาะสมต่อการเกษตร สภาพภูมิประเทศที่เอื้อต่อการพัฒนาเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน และไม่ต้องเผชิญภัยธรรมชาติรุนแรงอย่างพายุไต้ฝุ่น
ในขณะที่เวียดนามมีภูมิประเทศที่ยาวและแคบ และกว่า 80% ของพื้นที่เป็นภูเขา ทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจต้องเผชิญความท้าทายมากกว่า
อย่างไรก็ตาม เวียดนามได้ใช้ประโยชน์จากการเปิดประเทศและการลงทุนจากต่างชาติ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา
การเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุน
Dr. Nguyen Hung Son อธิบายต่อว่า ในช่วง ทศวรรษ 1980–1990 เศรษฐกิจไทยเติบโตในอัตราที่สูงกว่าเวียดนามอย่างชัดเจน แต่ในช่วงหลังเศรษฐกิจเวียดนามกลับเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเติบโตของเวียดนาม คือ อัตราการลงทุนต่อ GDP ที่สูง โดยเวียดนามมีการลงทุนประมาณ 30% ของ GDP ขณะที่ไทยมีการลงทุนต่ำกว่า 25% ของ GDP ในหลายปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ เวียดนามยังมีความโดดเด่นในด้านการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) การขยายตัวของการส่งออกสินค้า การทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ปัจจุบันเวียดนามมีข้อตกลงการค้าเสรีครอบคลุมเศรษฐกิจโลกประมาณ 90% ของ GDP โลก

จากคู่แข่งสู่หุ้นส่วนเศรษฐกิจของอาเซียน
แม้ไทยและเวียดนามจะเป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจในหลายอุตสาหกรรม แต่ทั้งสองประเทศยังเป็นคู่ค้าสำคัญของกันและกัน และมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน
เวทีเสวนาครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการเปรียบเทียบ “สองเศรษฐกิจ” หากแต่เป็นการฉายภาพความสัมพันธ์ที่กำลังเปลี่ยนผ่าน จากการแข่งขันสู่ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ที่สอดคล้องกับทิศทาง “พันธมิตรที่เติบโต ไปด้วยกัน” ในวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม
และนับเป็นอีกก้าวสำคัญของสถาบันการศึกษาไทย ในการทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อมความร่วมมือ” ทางวิชาการ เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อร่วมขับเคลื่อนอนาคตของภูมิภาคอย่างยั่งยืน
ข่าวบทความ : เบญจมาภรณ์ มามุข
ภาพ : ณัฐพงษ์ ชำนาญเอื้อ / อรรถพล ฮามพงษ์ / Pngtree.com / Gemini AI / https://vovworld.vn/th/ / wikipedia









