สำหรับมหาวิทยาลัย บทบาทสำคัญอาจไม่ใช่เพียงการตามให้ทันเทคโนโลยี แต่คือการเป็นพื้นที่ ที่สังคมใช้ในการ “ออกแบบอนาคต” ผ่านการสร้างคน สร้างองค์ความรู้ และสร้างอารยธรรมที่เทคโนโลยีสามารถรับใช้มนุษย์ได้อย่างมีความหมาย เพราะท้ายที่สุดแล้ว ภารกิจของมหาวิทยาลัยในยุค AI อาจสรุปได้ด้วยแนวคิด Designing Humans to Design Civilization” ออกแบบมนุษย์เพื่อออกแบบอารยธรรม โดยให้ความสำคัญกับการตื่นรู้จากภายในและการหล่อหลอมปัญญาญาณ มากกว่าการสะสมเพียงเทคโนโลยีและข้อมูล

เวทีวิชาการ มข. ชวนมองไกลกว่าคำถามว่า AI จะฉลาดกว่ามนุษย์หรือไม่ สู่คำถามที่สำคัญกว่า มนุษย์จะใช้ปัญญา เทคโนโลยี และคุณธรรมร่วมกันออกแบบอารยธรรมใหม่ได้อย่างไร ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่จากโลกอุตสาหกรรมสู่ยุคแห่งปัญญา การเสวนาวิชาการ “AI and Tech Revolutions: Implications on Humanity” เหลียวหลังแลหน้า: การปฏิวัติอุตสาหกรรม ปัญญาประดิษฐ์ และอนาคตของมนุษยชาติ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ณ Hilton Bangkok Suvarnabhumi กรุงเทพมหานคร ในการประชุมสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น มีผู้บริหารมหาวิทยาลัย คณะกรรมการสภามหาวิทยาลัย นักวิชาการ นักวิจัย ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เชี่ยวชาญด้าน AI เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรม ประมาณ 80 คน เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ซึ่งวิทยากรทั้ง 3 ท่าน สะท้อนมุมมองในแต่ละประเด็นไว้อย่างน่าสนใจ

จากแท่นพิมพ์สู่ AI : ทุกการปฏิวัติเริ่มต้นจากการกระจาย “ความรู้”
ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น พาย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์การปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยชี้ให้เห็นว่า จุดเปลี่ยนสำคัญไม่ได้เริ่มต้นขึ้นพร้อมเครื่องจักร หากแต่เริ่มจากการที่ “ความรู้” สามารถกระจายตัวออกไป ในวงกว้าง การเกิดขึ้นของแท่นพิมพ์กูเตนเบิร์กในราวปี ค.ศ. 1440 ทำให้ความรู้ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่กับคนเพียงบางกลุ่มอีกต่อไป ก่อนจะพัฒนาต่อเนื่องเข้าสู่ยุคเรืองปัญญา หรือ Age of Enlightenment ซึ่งให้ความสำคัญกับเหตุผล วิทยาศาสตร์ และการพิสูจน์ความจริง แนวคิดของนักคิด อย่าง Francis Bacon ที่ กล่าวว่า “Knowledge is Power” จึงสะท้อนให้เห็นว่า ความรู้ไม่เพียงเปลี่ยนวิธีคิดของมนุษย์ แต่ยังกลายเป็นพลังที่ขับเคลื่อนสังคม จากนั้นโลกจึงเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมซึ่งเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งด้านเหล็ก เครื่องจักรไอน้ำ การคมนาคม พลังงานไฟฟ้า โทรเลข โทรศัพท์ รถยนต์ และเครื่องยนต์ไฟฟ้า โดยมีพลังขับเคลื่อนสำคัญ ได้แก่ พลังงานและเครื่องจักร ระบบการสื่อสาร พลังงานน้ำมัน และระบบทุนนิยมตลาด
อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ไม่ได้บอกเพียงเรื่องความก้าวหน้าของเทคโนโลยี หากยังสะท้อน “ราคาที่มนุษย์ต้องจ่าย” จากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งความเหลื่อมล้ำระหว่างแรงงานกับเจ้าของทุน การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนการขยายอำนาจของประเทศอุตสาหกรรมไปสู่การล่าอาณานิคม ในเอเชีย บทเรียนสำคัญจึงอยู่ที่ว่า “เทคโนโลยีไม่เคยเป็นเพียงเรื่องของเครื่องมือ แต่เป็นพลังที่เปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของมนุษย์” ดร.ณรงค์ชัย กล่าว
บทเรียนจากเอเชีย : ผู้ที่ “ปรับตัว” ได้ ย่อมมีโอกาสกำหนดอนาคตของตนเอง
ดร.ณรงค์ชัย กล่าวย้ำว่า เมื่อการปฏิวัติอุตสาหกรรมขยายอิทธิพลไปทั่วโลก ประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย ต้องเผชิญกับโจทย์เดียวกัน แต่เลือกตอบสนองแตกต่างกัน อินเดีย จีน ญี่ปุ่น และไทย ต่างมีประสบการณ์ ต่อการเข้ามาของอำนาจและเทคโนโลยีตะวันตกแตกต่างกัน โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่เลือกเปิดรับองค์ความรู้และเทคโนโลยีอย่างมียุทธศาสตร์ จนสามารถสร้างฐานทุนอุตสาหกรรมของตนเองและพัฒนาไปสู่ ความเป็นประเทศอุตสาหกรรมได้ในเวลาต่อมา ขณะที่ไทยเลือกแนวทางเปิดประเทศและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมให้สอดรับกับบริบทใหม่ การลงนามสนธิสัญญาเบาว์ริงนำไปสู่การขยายตัวของการส่งออกข้าว การเกิดโรงสี โรงเลื่อย และอุตสาหกรรมยุคแรก รวมถึงการพัฒนาระบบคมนาคมและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแรงงาน
บทเรียนจากประวัติศาสตร์เหล่านี้จึงนำกลับมาสู่คำถามในปัจจุบันว่า เมื่อ AI คือเทคโนโลยีแห่งยุคใหม่ ประเทศ องค์กร และมหาวิทยาลัยจะ “ปรับตัว” อย่างไร เพื่อไม่เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี แต่สามารถ เป็นผู้กำหนดทิศทางของเทคโนโลยีได้
AI Revolution : เมื่อความฉลาดของเครื่องจักรกำลังเติบโตแบบทวีคูณ
หากการปฏิวัติอุตสาหกรรมเปลี่ยนโลกด้วยเครื่องจักรและพลังงาน การปฏิวัติ AI กำลังเปลี่ยนโลก ด้วย “สติปัญญา” รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญด้านฟิสิกส์นิวเคลียร์และเทคโนโลยี ชวนมองอนาคตของ AI ผ่านแรงขับเคลื่อนสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ ความก้าวหน้าของเครือข่ายและอินเทอร์เน็ต พลังการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ และประสิทธิภาพ ของอัลกอริทึมและการจำลองทางคณิตศาสตร์ ซึ่งเมื่อปัจจัยเหล่านี้ทำงานร่วมกันจะทำให้ความสามารถของ AI พัฒนาในอัตราเร่งอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
จากมุมมองดังกล่าว การพัฒนา AI สามารถมองเป็น 3 เฟสสำคัญ ตั้งแต่ยุค Autonomous Agents และ Agentic AI ที่ AI เริ่มทำงานแทนมนุษย์ได้มากขึ้น ไปสู่ AGI หรือ Artificial General Intelligence ที่สามารถแก้ปัญหาได้หลากหลายและมีบทบาทในงานวิทยาศาสตร์และสุขภาพ และอาจพัฒนา ไปสู่ Super Intelligence ซึ่งมีศักยภาพในการปรับปรุงตัวเองและขยายขีดความสามารถทางปัญญา อย่างรวดเร็ว สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนคือ “โลกของการทำงาน” เมื่อ AI และหุ่นยนต์สามารถเข้ามารับผิดชอบงานที่เป็นกิจวัตรหรือทำซ้ำได้มากขึ้น โครงสร้างกำลังคนจึงมีแนวโน้มเปลี่ยนจากการพึ่งพา จำนวนแรงงาน ไปสู่การทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์กับ AI
แต่ AI ก็มี “ขีดจำกัด” และสิ่งที่มนุษย์ต้องรักษาไว้
แม้ AI จะมีความสามารถเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ รศ.ดร.วีระพงษ์ ชี้ให้เห็นว่า AI ยังต้องเผชิญข้อจำกัด ทั้งทางกายภาพ ตรรกะและข้อมูล รวมถึงข้อจำกัดที่เกี่ยวข้องกับความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะคุณลักษณะสำคัญที่มนุษย์จำเป็นต้องรักษาไว้ ได้แก่ ความเห็นอกเห็นใจ ความคิดสร้างสรรค์ จิตสำนึก และความปลอดภัย ของมนุษย์
ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า AI จะฉลาดขึ้นมากเพียงใด แต่คือมนุษย์จะพัฒนา “ความสามารถ ในการใช้ AI” ควบคู่ไปกับการรักษาวิจารณญาณ คุณธรรม และความรับผิดชอบได้อย่างไร เพราะ AI ควรเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มศักยภาพของมนุษย์ ไม่ใช่สิ่งที่เข้ามาครอบงำการคิดและการตัดสินใจ ของมนุษย์ทั้งหมด
จาก Revolution สู่ “Civilization Metamorphosis”
หากสองช่วงแรกของการเสวนาพาเราเดินทางจากประวัติศาสตร์สู่คำถามเรื่องขีดจำกัดของ AI ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้พาเวทีไปไกลกว่านั้น ด้วยคำถามว่า แล้วมนุษย์ควรออกแบบ “อารยธรรม” อย่างไร ในวันที่ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบปฏิบัติการของสังคม
ดร.สุวิทย์ เสนอว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอาจไม่ใช่เพียง “การปฏิวัติ” หรือ “วิวัฒนาการ” แต่เป็น Civilization Metamorphosis การปรับสัณฐานอารยธรรม การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ของระบบปฏิบัติการทางสังคม ซึ่งมนุษย์เป็นทั้งผู้สร้างเทคโนโลยีและผู้ที่กำลังถูกเทคโนโลยีปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปพร้อมกัน
การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวประกอบด้วย 5 ทิศทางสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนจากอารยธรรมอุตสาหกรรม สู่อารยธรรมแห่งปัญญา การเปลี่ยนจากการสกัดทรัพยากรสู่การฟื้นฟูทรัพยากร จากการแข่งขัน สู่การร่วมวิวัฒน์ การผสานสติปัญญามนุษย์กับ AI เป็น Hybrid Intelligence และการเปลี่ยนจากรัฐชาติ สู่เครือข่ายความร่วมมือแบบหลายศูนย์กลาง แนวคิดนี้ทำให้ “มนุษย์กับ AI” ไม่จำเป็นต้องถูกวางไว้ในสมการแบบผู้ชนะกับผู้แพ้ หากแต่ควรมองเป็นความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ที่มนุษย์และ AI สามารถเสริมจุดแข็ง ซึ่งกันและกัน
Wisdom + Intelligence : สมดุลที่มนุษย์ต้องรักษา
ในโลกที่ AI สามารถเพิ่มพลังของ Intelligence ได้อย่างมหาศาล สิ่งที่มนุษย์ต้องให้ความสำคัญมากขึ้น กลับเป็น Wisdom ดร.สุวิทย์ อธิบายว่า มนุษย์จำเป็นต้องรักษาสมดุลระหว่าง Wisdom for Life หรือปัญญาเพื่อความดีงาม ความสุข และความหมายของชีวิต กับ Intelligence for Living หรือปัญญาที่ช่วยให้มนุษย์ดำรงชีวิต ทำงาน และสร้างความสะดวกสบาย นี่คือ “หยิน–หยางแห่งสติปัญญา” ที่ไม่ได้มองความฉลาดกับคุณธรรม เป็นสิ่งตรงข้าม หากแต่เป็นสององค์ประกอบที่ต้องเติมเต็มซึ่งกันและกัน จากมุมมองนี้ การพัฒนา AI จึงควรเคลื่อนจาก Automation และ Optimization ไปสู่ Augmentation และท้ายที่สุดคือ Co-evolution การร่วมวิวัฒน์ระหว่างมนุษย์กับ AI โดยมอง AI ไม่ใช่เพียงเครื่องมือ แต่เป็น “คู่คิด” หรือ Partner ในการสร้างอนาคต
แล้วมหาวิทยาลัยควรทำอะไรในวันที่ AI เปลี่ยนโลก?
คำถามนี้อาจเป็นหนึ่งในสาระสำคัญที่สุดของเวที เพราะเมื่อ AI สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้าง และประมวลผลความรู้ได้ มหาวิทยาลัยย่อมไม่สามารถทำหน้าที่แบบเดิมโดยไม่ปรับเปลี่ยน
ดร.สุวิทย์ เสนอว่า มหาวิทยาลัยต้องก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้สร้างอารยธรรม” (Civilization Builder) และทำหน้าที่เป็น Transition Architecture หรือสถาปัตยกรรมนำการเปลี่ยนผ่าน สร้าง “ระบบนิเวศแห่งปัญญา” ที่เปิดพื้นที่ให้มนุษย์และ AI ทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ โจทย์จึงไม่ใช่เพียงการนำ AI มาใช้ในห้องเรียนหรือเพิ่มเครื่องมือดิจิทัลในมหาวิทยาลัย แต่คือการตั้งคำถามใหม่ตั้งแต่ระดับ “เป้าประสงค์ของมหาวิทยาลัย” ไปจนถึงรูปแบบการจัดการเรียนรู้ การวิจัย การสร้างผลกระทบต่อสังคม และการพัฒนาคน
หนึ่งในแนวคิดสำคัญคือ Dual Operating System ที่มหาวิทยาลัยควรมีทั้งระบบสำหรับรักษาความเป็นเลิศในปัจจุบัน และระบบสำหรับทดลอง ออกแบบ และสร้างสิ่งใหม่สำหรับอนาคต ขณะเดียวกัน ต้องให้ความสำคัญกับ Cognitive Sovereignty หรืออธิปไตยทางปัญญา ตลอดจนการสร้างพื้นที่ทดลองแบบ Sandbox และ Living Lab เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านโดยไม่จำเป็นต้องทำลายระบบเดิมทั้งหมด
จาก “มหาวิทยาลัยที่ผลิตบัณฑิต” สู่ “มหาวิทยาลัยที่ออกแบบอนาคต”
ในวันที่ AI สามารถเข้ามาช่วยสร้างองค์ความรู้ วิเคราะห์ข้อมูล และแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้ มหาวิทยาลัย อาจต้องเปลี่ยนคำถามจาก “เราจะผลิตบัณฑิตอย่างไร” ไปสู่ “เราจะสร้างมนุษย์แบบใดสำหรับโลกอนาคต”
ดร.สุวิทย์ เสนอแนวคิดให้มหาวิทยาลัยมุ่งสร้าง Imagineers หรือ “จินตวิศวกร” ผู้ที่สามารถจินตนาการ ถึงอนาคตและเปลี่ยนจินตนาการนั้นให้เกิดขึ้นจริง รวมถึงสร้าง Change Makers และ Civilization Builders ที่สามารถรับมือกับ Grand Challenges หรือความท้าทายขนาดใหญ่ของประเทศและโลก
ท้ายที่สุด มหาวิทยาลัยอาจต้องก้าวข้ามโครงสร้างการแบ่งศาสตร์แบบเดิม ไปสู่แนวคิด Civilizational Studio ที่หลอมรวมวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์เข้าด้วยกัน โดยมีปัญหาจริงของชีวิตและสังคม เป็นโจทย์หลัก พร้อมสร้างสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ มนุษย์กับมนุษย์ และมนุษย์กับเทคโนโลยี
คำตอบสุดท้ายอาจไม่ใช่ AI แต่คือ “ความเป็นมนุษย์”
ตลอดการเสวนา “เหลียวหลังแลหน้า” เส้นเรื่องหนึ่งที่เชื่อมโยงทั้งสามมุมมองเข้าด้วยกันอย่างชัดเจน คือ ทุกครั้งที่เทคโนโลยีก้าวหน้า มนุษย์จำเป็นต้องพัฒนาตัวเองให้ก้าวทันเทคโนโลยี แต่ไม่ควรสูญเสีย สิ่งที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ จากแท่นพิมพ์สู่เครื่องจักรไอน้ำ จากพลังงานไฟฟ้าสู่อุตสาหกรรม จากคอมพิวเตอร์สู่อินเทอร์เน็ต และวันนี้จาก AI สู่ระบบปัญญาที่กำลังเติบโตแบบทวีคูณ ทุกการเปลี่ยนผ่านล้วนสร้างทั้งโอกาสและความท้าทาย
โจทย์ของยุค AI จึงไม่ใช่การแข่งขันว่า “มนุษย์หรือ AI ใครฉลาดกว่า” แต่คือการออกแบบความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ที่ใช้จุดแข็งของทั้งสองฝ่ายร่วมกัน โดยให้ AI เพิ่มพลังด้านข้อมูล การวิเคราะห์ และการประมวลผล ขณะที่มนุษย์ยังคงทำหน้าที่กำหนดคุณค่า เป้าหมาย ความหมาย และความรับผิดชอบ และในวันที่โลกกำลังเปลี่ยนเร็วเกินกว่าที่เราจะคาดเดาได้ สิ่งที่อาจทำหน้าที่เป็นเข็มทิศสำคัญที่สุด อาจไม่ใช่อัลกอริทึมที่ซับซ้อนที่สุด หากเป็นสิ่งเรียบง่ายที่มนุษย์มีอยู่เสมอ นั่นคือ “สามัญสำนึกของความเป็นมนุษย์” เพราะอนาคตของ AI ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเทคโนโลยีจะฉลาดเพียงใด หากขึ้นอยู่กับว่า มนุษย์จะใช้ปัญญานั้น เพื่อสร้างอนาคตที่ดีเพียงใด นั่นเอง
ข่าว : เบญจมาภรณ์ มามุข
ภาพ : ณัฐพงษ์ ชำนาญเอื้อ / อรรถพล ฮามพงษ์


















