เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดงาน “บุญข้าวจี่ วาเลนไทน์ (เติมรักบุญข้าวจี่ วิถีบุญเดือนสาม) ประจำปี 2569” โดยมี รศ.ดร.นิยม วงศ์พงษ์คำ รองอธิการบดีฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยรองอธิการบดี คณบดี และแขกผู้มีเกียรติ นักศึกษาไทย นักศึกษาต่างชาติ คณาจารย์ บุคลากร และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ ริมบึงสีฐาน ฝั่งทิศตะวันตก มหาวิทยาลัยขอนแก่น

รศ.ดร.นิยม วงศ์พงษ์คำ รองอธิการบดีฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า งานบุญประเพณีฮีตเดือนสามเป็นงานที่มีคุณค่าและความหมายอันลึกซึ้งที่ซ่อนแฝงอยู่ในวิถีชีวิตของคนอีสาน ไม่เพียงเป็นการสร้างความรักความสามัคคีของครอบครัวที่รวมวงกันจี่ข้าวคุยกัน แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความรักความสามัคคีของคนและสังคมในท้องถิ่น ที่ร่วมกันจี่ข้าวเพื่อเป็นการถวายพระสงฆ์ ล้วนแต่เป็นประเพณีที่ส่งเสริมให้คนในชุมชนได้ออกมาร่วมกิจกรรมพบปะสังสรรค์กัน สร้างความรักใคร่กลมเกลียวของครอบครัว ผู้คน และชุมชน

“การผสานฮีตเดือนสามเข้ากับวันวาเลนไทน์ภายใต้แนวคิด ‘ไม่หลงของเก่า ไม่เมาของใหม่’ นั้น เป็นการยกระดับทุนทางศิลปะ วัฒนธรรมและประเพณีที่ดีงามในอดีตซึ่งเคยถูกหลงลืม ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ด้วยการฟื้นฟูสู่การประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับยุคสมัย การจัดงานต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้ มีเป้าหมายสำคัญในการให้เด็กรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นโดยผนวกเข้ากับเทศกาลที่คุ้นเคย ทั้งนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2569-2572 ที่มุ่งเน้นการบริการวิชาการเพื่อสร้างประโยชน์ให้สังคม การสร้างมหาวิทยาลัยขอนแก่นให้น่าอยู่ และการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ผมขอชื่นชมแนวคิดการจัดงานในครั้งนี้ และขอให้กำลังใจแก่คณะกรรมการจัดงานทุกท่าน ขอให้การจัดงานบุญครั้งนี้ประสบผลสำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ทุกประการ”

นายภีรพัฒน์ เอี้ยงสันเทียะ (เฟรช) นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขานาฏศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ ซึ่งรับผิดชอบดูแลการแสดงในงาน เปิดเผยว่า ในฐานะนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น รู้สึกยินดีและดีใจมากที่เห็นประชาชนมาร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะนักศึกษาด้วยกันที่มาร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่ง ทั้งนักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติ ซึ่งเมื่อเห็นว่ามีนักศึกษาต่างชาติมาร่วมงาน ตนจึงอยากให้พวกเขาเข้าใจกิจกรรม จึงได้ให้ข้อมูลและอธิบายเพื่อให้เขาได้สนุกและเข้าใจที่มาของกิจกรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถต่อยอดได้ในอนาคตและผลักดันให้เป็นมรดกทางภูมิปัญญาอีสาน

“การที่ได้ให้ข้อมูลและสอนชาวต่างชาติทำข้าวจี่ร่วมกัน ทำให้ได้อธิบายประวัติความเป็นมาของประเพณีนี้ รวมถึงการนำข้าวจี่มาผสานกับวันวาเลนไทน์ เราสามารถปั้นข้าวจี่เป็นรูปแบบต่าง ๆ ที่สื่อถึงความรัก ความสนุกสนาน และความอบอุ่น ซึ่งทำให้งานนี้มีเอกลักษณ์และน่าสนใจยิ่งขึ้น สำหรับใครที่ยังไม่ได้มาในปีนี้ ก็สามารถมาได้ในปีหน้า เพราะถ้านึกถึงเดือนกุมภาพันธ์ ต้องนึกถึงหอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น นอกจากกิจกรรมนี้ยังสามารถมาที่นี่ได้เพราะมีกิจกรรมที่น่าสนใจทุก ๆ เดือน”

นางสาวพรรษกร อ้นน้อย (อิง) นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขานาฏศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ กล่าวเสริมว่า การทำข้าวจี่เป็นกิจกรรมร่วมกันของภาคอีสาน โดยส่วนใหญ่จะทำในเดือนสามช่วงหน้าหนาว ระหว่างที่ผิงไฟ เขาจะมีการทำข้าวจี่กัน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สร้างความอบอุ่นและความสามัคคี และสามารถนำมาผสมผสานกับวันวาเลนไทน์ได้อย่างลงตัว เพราะสมัยนี้การตกแต่งบรรยากาศต่าง ๆ สามารถจัดแต่งให้เข้ากับทั้งสองเทศกาลได้ และทุกคนสามารถมาทำกิจกรรมนี้ได้ ไม่ว่าจะมากับเพื่อน คู่รัก แฟน หรือพ่อแม่

“การที่มีงานแบบนี้ทุกปีถือเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะมันเป็นเอกลักษณ์ของเรา ถ้าพูดถึงข้าวจี่ คนก็จะนึกถึงอีสาน นึกถึงวัฒนธรรม นึกถึงบุญเดือนสาม การจัดอย่างต่อเนื่องทุกปีทำให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และสืบสานประเพณีที่ดีงามนี้ต่อไป สำหรับใครที่ยังไม่มาในปีนี้ ปีหน้าลองมาดู ลองมาสัมผัสบรรยากาศวัฒนธรรมอีสาน พาแฟนหรือคนที่เรารักมาทำกิจกรรมที่จัดให้ มันอาจจะไม่ใช่กิจกรรมที่หรูหราเวอร์วัง แต่มันให้ความสุขและคุณค่าทางจิตใจได้เหมือนกัน”

ในขณะที่ Tin Htet Htet Lwin (Tin Tu) นักศึกษาระดับปริญญาโท สาขาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ วิทยาลัยบัณฑิตศึกษาการจัดการ (KKBS) จากประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นหนึ่งในนักศึกษาต่างชาติที่มาร่วมงาน ได้แสดงความประทับใจว่า
“กิจกรรมนี้สุดยอดมากค่ะ ดิฉันรู้สึกถึงความสามัคคีและความน่ารักของคนไทย ถือเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมมากที่ได้ร่วมกิจกรรมประเพณีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นที่น่าสนใจมาก สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือนักศึกษาที่มาช่วยสอนทำข้าวจี่ พวกเธอน่ารักและใจดีทุกคน งานนี้มีข้าวเหนียวและอุปกรณ์ทำข้าวจี่ให้ฟรีสำหรับผู้ร่วมกิจกรรม พวกเธออธิบายอย่างละเอียดว่าต้องทำอย่างไรและจะปรุงข้าวเหนียวอย่างไร รวมถึง ‘กิง’ (การปรุง) ด้วย ทำให้เราทำตามได้ง่าย ยิ่งไปกว่านั้น พวกเธอยังสอนภาษาอีสานให้ด้วย สอนคำศัพท์ง่าย ๆ ในภาษาไทยเรียกว่า ‘ซี’ (จี่) ค่ะ เป็นความรู้ใหม่ที่น่าสนใจและทำให้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนได้จริง ๆ พวกเธอเป็นมิตรมากและทำให้รู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน”
Tin Htet Htet Lwin กล่าวต่อว่า ประเทศเมียนมาก็มีข้าวเหนียวหลายแบบเหมือนกัน และรับประทานเป็นประจำในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในช่วงเช้า แต่วิธีการทำและการนำเสนอในรูปแบบของไทยนั้นมีเอกลักษณ์และน่าสนใจแตกต่างออกไป การได้มาร่วมกิจกรรมแบบนี้ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมไทยมากขึ้น และรู้สึกยินดีมากที่จะกลับมาร่วมงานอีกในปีหน้า

ทางด้าน Shumn Lek Wai Khaing นักศึกษาระดับปริญญาโท สาขาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ วิทยาลัยบัณฑิตศึกษาการจัดการ (KKBS) จากประเทศเมียนมา กล่าวเสริมด้วยความตื่นเต้นว่า
“งานนี้ยอดเยี่ยมมากจริง ๆ ค่ะ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมประเพณีไทยแบบนี้ รู้สึกสนุกสนานและประทับใจกับทุกรายละเอียด ผู้คนส่วนใหญ่ใจดีและเป็นมิตรมาก สิ่งที่น่าประทับใจคือได้ทำข้าวจี่ด้วยตัวเอง มีข้าวเหนียวพร้อมเตาให้บริการฟรีสำหรับทุกคนที่มาร่วมกิจกรรม ทำให้รู้สึกถึงน้ำใจและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของคนไทยอย่างแท้จริง”

โดย Shumn Lek Wai Khaing ได้กล่าวถึงความหมายของงานว่า เธอมองว่าวาเลนไทน์เป็นวันที่เราสามารถแบ่งปันความรักได้ในทุกรูปแบบ ไม่ใช่แค่ความรักระหว่างคู่รักเท่านั้น แต่รวมถึงความรักในทุกความสัมพันธ์ เช่น ครอบครัวหรือเพื่อน ๆ

“เมื่อได้มาสัมผัสกิจกรรมนี้ ก็เข้าใจว่าทำไมคนไทยถึงเลือกแบ่งปันข้าวจี่ในวันนี้ เพราะข้าวจี่เป็นอาหารหลักที่สำคัญของคนไทย โดยเฉพาะในภาคอีสาน การแบ่งปันอาหารนี้ก็เหมือนเป็นการแบ่งปันความรักและความอบอุ่นให้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติอย่างเรา ทุกคนสามารถมาร่วมกิจกรรมและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวใหญ่นี้ได้ การได้เรียนรู้วัฒนธรรมแบบนี้ทำให้เข้าใจความเป็นไทยมากขึ้น และแน่นอนว่าดิฉันจะแนะนำให้เพื่อน ๆ ชาวต่างชาติคนอื่น ๆ มาร่วมกิจกรรมแบบนี้ด้วย เพราะเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าและน่าจดจำมาก ทำให้รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาต่างชาติได้เรียนรู้และสัมผัสวัฒนธรรมไทยอย่างใกล้ชิดแบบนี้” Shumn Lek Wai Khaing กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับงานบุญข้าวจี่ วาเลนไทน์ ครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างเวลา 17.00-24.00 น. มีกิจกรรมที่ผสมผสานระหว่างประเพณีท้องถิ่นกับความทันสมัย อาทิ การประกวดข้าวจี่แฟนซี การแสดงดนตรีจาก 3 วง ได้แก่ วง Juicy คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาดนตรีตะวันตก วงโคจร จากสโมสรคณะวิศวกรรมศาสตร์ และวงแหนบ คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาดนตรีตะวันตก การฉายหนังกลางแปลงโดยหอภาพยนตร์อีสาน การแสดงโขนชุดพระรามลงสรงโดยชมรมนายกศิลป์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และคณะโขนมอดินแดง การแสดงเต้นบาสโลบโดยชมรมนักศึกษาลาว การประกวด Miss Valentine KKU 2026 รวมถึงจุดเช็คอิน “พญานาคฝากรัก NAKA LOVER LAND” ที่ผู้ร่วมงานสามารถมาบันทึกภาพความประทับใจ ฝากคำอธิษฐานและฝากหัวใจไว้กับองค์พญานาค สัญลักษณ์แห่งศรัทธาและความรักอันยั่งยืน






