สกสว. ลงพื้นที่ มข. ติดตามความก้าวหน้างบประมาณ ชูโมเดลวิจัยใช้ประโยชน์ได้จริง (RU) โชว์ศักยภาพนวัตกรรมแบตเตอรี่-อาหาร-สุขภาพ มุ่งยกระดับเศรษฐกิจภาคอีสาน

มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และหน่วยงานภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมลงพื้นที่ติดตามการดำเนินโครงการของหน่วยงานในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยมี รองศาสตราจารย์ นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารจาก สกสว. นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ มีอยู่ รองผู้อำนวยการ สกสว. พร้อมด้วยผู้แทนจากกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (สทนว.) ณ อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา

สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามและรับทราบผลการดำเนินงานด้านการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ของหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund: FF) แลกเปลี่ยนโมเดลการขับเคลื่อนงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ในพื้นที่ต่างๆ และ เพื่อรวบรวมข้อมูลผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีศักยภาพสูงในการนำไปต่อยอดและขยายผลการใช้ประโยชน์ในวงกว้าง

รองศาสตราจารย์ นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมีความมุ่งมั่นสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำระดับโลก” โดยเฉพาะในด้านสุขภาพ เกษตรและอาหาร รวมถึงพลังงานและสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่ได้เน้นเพียงความเป็นเลิศทางวิชาการ แต่ให้ความสำคัญสูงสุดกับการสร้างงานวิจัยที่เกิดผลกระทบ (Impact) ต่อการพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือและประเทศอย่างยั่งยืน 

“งบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund) ได้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นนวัตกรรมที่จับต้องได้จริงผ่านผลงานเด่นมากมาย อาทิ การจัดตั้งหน่วยงาน AI in Healthcare และ KKU Academy ซึ่งถือเป็นหน่วยงานเชิงยุทธศาสตร์ที่อาศัยความเข้มแข็งของเครือข่ายคณาจารย์ในระดับสากลเพื่อสร้างรายได้และขยายความร่วมมือสู่นานาชาติ ในส่วนของด้านเกษตรและอาหาร มหาวิทยาลัยได้พัฒนา Food Pilot Plant โดยเตรียมปรับรูปแบบสู่การเป็น Shared Space เพื่อเปิดพื้นที่ให้กลุ่ม Startup ได้เข้ามาทดลองและพัฒนานวัตกรรมก่อนลงสู่สนามธุรกิจจริง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

ขณะที่ด้านพลังงาน โรงงานแบตเตอรี่ ของ มข. ประสบความสำเร็จในการพัฒนา Sodium-ion Battery ซึ่งปัจจุบันกำลังขยายสเกลการผลิตไปถึงขนาด 2.5 เมกะวัตต์ (MW) และ พร้อมจับมือกับภาคเอกชนเพื่อยกระดับนวัตกรรมไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก นอกจากนี้ ยังมีผลงานโดดเด่นอย่างนวัตกรรมการสกัดน้ำมันดีเซลและเบนซินจากยางพาราและยางนา ซึ่งเป็นทางออกที่สำคัญในช่วงวิกฤตพลังงานโดยไม่กระทบต่อห่วงโซ่อาหาร โดยผลงานทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยในการผลักดันงานวิจัยให้ “ก้าวจากหิ้งสู่ห้าง” และส่งต่อคุณค่าสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

ศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ มีอยู่ รองผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ (Research Utilization: RU) ในปัจจุบัน งานวิจัยกลุ่ม FF ไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานถึง 10 ปี แต่ควรเข้าสู่ตลาดให้ได้ภายในปีที่ 5 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สกสว. ในฐานะหน่วยงานขับเคลื่อนนโยบายและจัดสรรงบประมาณผ่านกองทุน ววน. ซึ่งมีชื่อเรียกใหม่ว่า RISE UP หรือ Thailand Science Research and Innovation Fund พร้อมจะเป็น System Integrator ในการเชื่อมโยงนักวิจัยเข้ากับมาตรฐานต่างๆ โดยการดึงหน่วยงานอย่าง วศ. และ อย. เข้ามาช่วยแก้ Pain Point เพื่อให้งานวิจัยออกสู่เชิงพาณิชย์และ SME ได้จริง

นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ ยังได้นำเสนอแนวคิด “SRI for All” ของผู้อำนวยการ สกสว. ที่มียุทธศาสตร์ขับเคลื่อนแบบ SEAL ประกอบด้วย Seamless Synergy (การทำงานไร้รอยต่อ) Intelligence System (ระบบ AI ตรวจสอบโครงการ) Leap Technology Investment (การลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่) และ Knowledge Governance (แพลตฟอร์ม Open Science) เพื่อให้งบประมาณทั้ง FF และ SF สามารถผลักดันงานวิจัยไปสู่ RU ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ต่อจากนั้นเป็นการนำเสนอภาพรวมงบประมาณของ มข. ที่ได้รับการจัดสรรจากกองทุน ววน. ทั้งในส่วนของ FF SF ST และ RU โดย ศาสตราจารย์ พญ.ผิวพรรณ มาลีวงษ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมีการหารือร่วมกันระหว่างผู้บริหาร สกสว. และผู้บริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในประเด็นการบริหารจัดการงบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน (FF) เพื่อให้เกิดการนำผลงานไปใช้ประโยชน์ที่สร้างผลกระทบในวงกว้างอย่างเป็นรูปธรรม

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มีการจัดแสดงนิทรรศการแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากงบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund) ที่มีศักยภาพโดดเด่นและพร้อมต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริง  อาทิ 

ด้านเกษตรและอาหาร ได้แก่ โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ โมเดลการบริโภคและการผลิตเพื่อสังคมที่ยั่งยืน และผลิตภัณฑ์ผักแผ่นอบกรอบเสริมโปรตีนจิ้งหรีด

ด้าน Health and Wellness ได้แก่ นวัตกรรมทันตอุปกรณ์สำหรับผู้ป่วยหยุดหายใจขณะหลับ เจลขมิ้นชันต้านจุลชีพสำหรับผู้ป่วยโรคเหงือก ระบบการแพทย์ฉุกเฉินแม่นยำสูง แผ่นแปะสารสกัดใบกระท่อม นักเก็ตพืชบำรุงสมอง (SOMA) ปัญญาประดิษฐ์จำแนกวัณโรคกระดูกสันหลัง นมพืชเสริมโพรไบโอติก สเปรย์พ่นจมูกสารสกัดเพกา และนาโนเมลาโทนินรักษามะเร็งท่อน้ำดี

ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ แพลตฟอร์ม AI พยากรณ์ชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ วัสดุไฟฟ้าเคมีสูงสำหรับขั้วแบตเตอรี่ แพลตฟอร์มดิจิทัลคาร์บอนเครดิต มข. และปุ๋ยนาโนฟอง CO2 (NanoCO2 Boost) เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร

ในช่วงบ่าย คณะผู้บริหารได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมหน่วยงานยุทธศาสตร์และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ประกอบด้วย ศูนย์ปฏิบัติการเมืองอัจฉริยะ (SCOPC) สถาบันฟีโนมแห่งชาติ สถานปฏิบัติการเภสัชกรรมการผลิต คณะเภสัชศาสตร์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพลุ่มน้ำโขง และโรงเรือนต้นแบบวิจัยและผลิตแมลง BSF

ต่อจากนั้นในวันที่ 10 เมษายน 2569 คณะได้เข้าเยี่ยมชมอุทยานวิทยาศาสตร์ มข. เพื่อรับฟังผลการดำเนินงาน พร้อมศึกษาดูงานที่โรงงานแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่ โรงงานต้นแบบเกษตรและอาหาร (Food Pilot Plant) โรงงานต้นแบบไบโอไฮเทน และปิดท้ายด้วยการเยี่ยมชมการขับเคลื่อนเชิงกลยุทธ์ในพื้นที่ร่วมกับ “โครงการโภชนะโคนม” ณ สหกรณ์โคนมขอนแก่น เพื่อเห็นภาพการนำงานวิจัยลงไปสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนอย่างแท้จริง

 

Scroll to Top